
ใครหลายๆคนในรุ่นราวคราวเดียวกับผมหรือแก่กว่า น่าจะจำภาพการไปเลือกซื้อเครื่องดนตรีในสมัยก่อนได้ แน่นอนว่าศูนย์กลางนั้นอยู่ที่เวิ้งนาครเขษม แล้วก็จะมีเรื่องราวกุ๊กกิ๊กมากมายระหว่างคนขายและคนซื้อ แต่พอยุคสมัยและเทคโนโลยีการสื่อสารเปลี่ยนไป การดำเนินธุรกิจของร้านขายเครื่องดนตรีเหล่านี้ก็เปลี่ยนไปโดยมีพฤติกรรมของคนซื้อเป็นตัวชี้นำ
ถึงส่วนตัวผมจะเสพย์ติด Twitter มากกว่า Facebook แต่ก็ต้องยอมรับว่า Facebook เป็นช่องทางให้ร้านค้าใช้สื่อสารกับบรรดาว่าที่ลูกค้าได้ง่าย ตรง และสะดวกที่สุด ร้านขายเครื่องดนตรีหลายร้านเริ่มหันมาใช้ Facebook แต่ว่าแต่ละร้านก็จะมีวิธีการสื่อสารที่ต่างกันไป ถึงตรงนี้ ตอนนี้ผมบอกได้ว่าร้านที่สื่อสารผ่าน Facebook ได้น่าสนใจในสายตาผมคือ Music Concept
Facebook page ของ Music Concept น่าสนใจอยู่ตรงที่ว่า มันตรงประเด็นดี ถึงเราจะรู้ว่าร้านนี้มีขาย Fender / Gibson / Korg / Musicman ฯลฯ แต่เราก็เข้าใจกันอยู่ว่า ไม่ใช่ว่าทุก model จะมีขายอยู่ตลอดเวลา ฉนั้นแค่บอกว่ามีสินค้ารุ่นไหนเข้ามาเป็น new arrival ก็ตรงประเด็นเลย คนซื้อจะได้รู้ว่ารุ่นพวกนี้มาถึงร้านแล้วมีแน่ ส่วนคนขายก็ได้หมุนของออกได้เร็ว และอีกอย่างที่ชอบคือ เขาไม่โพสเยอะ!
ยิ่งโพสเยอะ หรือสื่อสารเยอะขึ้นเท่าไหร่ โอกาสที่จะต้องมาคอยจัดการกับ comment ที่ไม่น่าตอบ หรือความวุ่นวายที่ต้องมาคอยบริหารดราม่าที่อาจจะเกิดก็มีมากขึ้น ฉนั้นผมถึงชอบที่เขาโพสไม่เยอะ และตอบ comment เท่าที่จำเป็น
ถึงตรงนี้ ดูจากวิธีการโพส และภาษาที่ใช้ ผมเลยเดาว่า คนที่ดูแล Facebook page ให้ Music Concept น่าจะเป็นพี่เจ้าของร้าน ภรรยา หรือไม่ก็ต้องเป็นพนักงานมือดีแน่ๆ แต่พอมองไปในอีกฝั่งของสื่อ digital หน้าเวปของร้าน Music Concept นั่นดูสงบ นิ่งเงียบ และไม่มีอะไรน่าสนใจเลย ผมเห็นหน้าเวปถูกทิ้งนิ่งมาหลายปี จนเคยคิดอยู่ว่าเขาน่าจะจ้างเราทำเวปนะ แต่ดูท่าทางว่าร้านค้าในธุรกิจนี้เขาไม่สนใจเรื่องหน้าเวปเท่าไหร่ เห็นกี่ร้านกี่ร้านก็แทปไม่สนใจเรื่องเวปไซท์เลย จนเมื่อไม่กี่วันก่อน เห็นมีโพสว่าหน้าเวปใหม่ของของ Music Concept ขึ้นแล้ว ก็เลยตามเข้าไปดู … ผิดหวังไปพอสมควรครับ
ข้อน่าสนใจเรื่องแรกๆคือเป็นการตัดสินใจที่ดี ที่ไม่เลือกใช้ Flash บนหน้าเวป เพราะจะได้ไม่มีปัญหาเรื่องการดูผ่านอุปกรณ์ iOS ทั้งหลาย design ก็สวยดูเรียบง่ายดี แต่ส่วนอื่นๆที่เหลือผมกลับรู้สึกไม่ใช่อย่างที่ผมในมุมมองของคนเป็นลูกค้าอยากจะเห็น
ที่ดูจะน่าผิดหวังที่สุดคงเป็นหน้า Products ซึ่งทำออกมาเหมือนเวปเดิม และเหมือนกับอีกหลายเวปในธุรกิจเดียวกัน คือมีแค่ logo ของยี่ห้อเครื่องดนตรีที่ร้านตัวเองขาย แล้วพอ click ลงไปก็ link ไปที่หน้า official website ของยี่ห้อนั้นๆ ลองนึกภาพว่าคนที่อยากได้ Fender American Standard Tele เนี่ย เขาน่าจะเข้าเวป Fender วันละหลายสิบรอบอยู่แล้วครับ
ถัดมาก็คงเป็น spot ที่เป็นเสียงพี่สมเล็ก เปิดฟังรอบเดียว แล้วก็จบไป
ในหน้า Contact นี่จัดว่าสะเทือนใจครับ เป็นไอเดียเริ่มต้นที่น่าสนใจที่พยายามจะทำ video เพื่อบอกลูกค้าว่าร้านอยู่ตรงไหนใน Central World แต่ไหนๆทำแล้ว ใส่เสียงสักหน่อยก็ดีครับ เป็นเสียงคนพูดอธิบายเพิ่มเติมก็ได้ หรืออย่างน้อยเป็นเสียงเพลงก็ยังดี เป็นร้านขายเครื่องดนตรีก็น่าจะมีเสียงสักหน่อย
อีกอย่างนึงก็คือไหนๆทำ video แล้ว เอาขึ้นไปไว้บน YouTube เลยก็ได้ครับ คนเข้าถึงง่ายดี เอา link ไปแปะและบอกต่อก็ง่าย

ถ้าให้ผมเดามุมมองของเจ้าของเวป Music Concept นั้น ผมคิดว่าสิ่งที่เขาต้องการคือ website ที่ทำหน้าที่เป็นนามบัตรของร้าน ให้เฉพาะข้อมูลที่จำเป็น ส่วนข้อมูล update ส่วนอื่นๆก็ให้ติดตามจาก Facebook page เอง ซึ่งถ้าเป็นอย่างนี้ก็ถือว่าเวปตอบโจทย์ได้ตรงแล้ว ผมมักจะคาดหวังให้ร้านค้าเป็นจุดที่ให้ข้อมูลที่ดีเกี่ยวกับ product แต่เท่าที่เคยมีประสบการณ์กับการเขียน content ทางด้านนี้มาบ้าง ก็พอจะเข้าใจอยู่ว่า ต้นทุนในการสร้าง content นั้น ใช้พลังมากพอสมควร โดยเฉพาะการทำให้ต่อเนื่อง ถึงตอนนี้หน้าเวปจะยังดูไม่มีอะไร แต่ผมยังรอดูอย่างมีความหวังครับ
จากแฟน KORG











