ไม่โดนใจนักกับเวปใหม่ของร้าน Music Concept

P1050836.jpg

ใครหลายๆคนในรุ่นราวคราวเดียวกับผมหรือแก่กว่า น่าจะจำภาพการไปเลือกซื้อเครื่องดนตรีในสมัยก่อนได้ แน่นอนว่าศูนย์กลางนั้นอยู่ที่เวิ้งนาครเขษม แล้วก็จะมีเรื่องราวกุ๊กกิ๊กมากมายระหว่างคนขายและคนซื้อ แต่พอยุคสมัยและเทคโนโลยีการสื่อสารเปลี่ยนไป การดำเนินธุรกิจของร้านขายเครื่องดนตรีเหล่านี้ก็เปลี่ยนไปโดยมีพฤติกรรมของคนซื้อเป็นตัวชี้นำ

ถึงส่วนตัวผมจะเสพย์ติด Twitter มากกว่า Facebook แต่ก็ต้องยอมรับว่า Facebook เป็นช่องทางให้ร้านค้าใช้สื่อสารกับบรรดาว่าที่ลูกค้าได้ง่าย ตรง และสะดวกที่สุด ร้านขายเครื่องดนตรีหลายร้านเริ่มหันมาใช้ Facebook แต่ว่าแต่ละร้านก็จะมีวิธีการสื่อสารที่ต่างกันไป ถึงตรงนี้ ตอนนี้ผมบอกได้ว่าร้านที่สื่อสารผ่าน Facebook ได้น่าสนใจในสายตาผมคือ Music Concept

Facebook page ของ Music Concept น่าสนใจอยู่ตรงที่ว่า มันตรงประเด็นดี ถึงเราจะรู้ว่าร้านนี้มีขาย Fender / Gibson / Korg / Musicman ฯลฯ แต่เราก็เข้าใจกันอยู่ว่า ไม่ใช่ว่าทุก model จะมีขายอยู่ตลอดเวลา ฉนั้นแค่บอกว่ามีสินค้ารุ่นไหนเข้ามาเป็น new arrival ก็ตรงประเด็นเลย คนซื้อจะได้รู้ว่ารุ่นพวกนี้มาถึงร้านแล้วมีแน่ ส่วนคนขายก็ได้หมุนของออกได้เร็ว และอีกอย่างที่ชอบคือ เขาไม่โพสเยอะ! :) ยิ่งโพสเยอะ หรือสื่อสารเยอะขึ้นเท่าไหร่ โอกาสที่จะต้องมาคอยจัดการกับ comment ที่ไม่น่าตอบ หรือความวุ่นวายที่ต้องมาคอยบริหารดราม่าที่อาจจะเกิดก็มีมากขึ้น ฉนั้นผมถึงชอบที่เขาโพสไม่เยอะ และตอบ comment เท่าที่จำเป็น

ถึงตรงนี้ ดูจากวิธีการโพส และภาษาที่ใช้ ผมเลยเดาว่า คนที่ดูแล Facebook page ให้ Music Concept น่าจะเป็นพี่เจ้าของร้าน ภรรยา หรือไม่ก็ต้องเป็นพนักงานมือดีแน่ๆ แต่พอมองไปในอีกฝั่งของสื่อ digital หน้าเวปของร้าน Music Concept นั่นดูสงบ นิ่งเงียบ และไม่มีอะไรน่าสนใจเลย ผมเห็นหน้าเวปถูกทิ้งนิ่งมาหลายปี จนเคยคิดอยู่ว่าเขาน่าจะจ้างเราทำเวปนะ แต่ดูท่าทางว่าร้านค้าในธุรกิจนี้เขาไม่สนใจเรื่องหน้าเวปเท่าไหร่ เห็นกี่ร้านกี่ร้านก็แทปไม่สนใจเรื่องเวปไซท์เลย จนเมื่อไม่กี่วันก่อน เห็นมีโพสว่าหน้าเวปใหม่ของของ Music Concept ขึ้นแล้ว ก็เลยตามเข้าไปดู … ผิดหวังไปพอสมควรครับ

http://www.musicconcept.co.th/

ข้อน่าสนใจเรื่องแรกๆคือเป็นการตัดสินใจที่ดี ที่ไม่เลือกใช้ Flash บนหน้าเวป เพราะจะได้ไม่มีปัญหาเรื่องการดูผ่านอุปกรณ์ iOS ทั้งหลาย design ก็สวยดูเรียบง่ายดี แต่ส่วนอื่นๆที่เหลือผมกลับรู้สึกไม่ใช่อย่างที่ผมในมุมมองของคนเป็นลูกค้าอยากจะเห็น

ที่ดูจะน่าผิดหวังที่สุดคงเป็นหน้า Products ซึ่งทำออกมาเหมือนเวปเดิม และเหมือนกับอีกหลายเวปในธุรกิจเดียวกัน คือมีแค่ logo ของยี่ห้อเครื่องดนตรีที่ร้านตัวเองขาย แล้วพอ click ลงไปก็ link ไปที่หน้า official website ของยี่ห้อนั้นๆ ลองนึกภาพว่าคนที่อยากได้ Fender American Standard Tele เนี่ย เขาน่าจะเข้าเวป Fender วันละหลายสิบรอบอยู่แล้วครับ :P ถัดมาก็คงเป็น spot ที่เป็นเสียงพี่สมเล็ก เปิดฟังรอบเดียว แล้วก็จบไป

ในหน้า Contact นี่จัดว่าสะเทือนใจครับ เป็นไอเดียเริ่มต้นที่น่าสนใจที่พยายามจะทำ video เพื่อบอกลูกค้าว่าร้านอยู่ตรงไหนใน Central World แต่ไหนๆทำแล้ว ใส่เสียงสักหน่อยก็ดีครับ เป็นเสียงคนพูดอธิบายเพิ่มเติมก็ได้ หรืออย่างน้อยเป็นเสียงเพลงก็ยังดี เป็นร้านขายเครื่องดนตรีก็น่าจะมีเสียงสักหน่อย :) อีกอย่างนึงก็คือไหนๆทำ video แล้ว เอาขึ้นไปไว้บน YouTube เลยก็ได้ครับ คนเข้าถึงง่ายดี เอา link ไปแปะและบอกต่อก็ง่าย

KORG microKORG XL

ถ้าให้ผมเดามุมมองของเจ้าของเวป Music Concept นั้น ผมคิดว่าสิ่งที่เขาต้องการคือ website ที่ทำหน้าที่เป็นนามบัตรของร้าน ให้เฉพาะข้อมูลที่จำเป็น ส่วนข้อมูล update ส่วนอื่นๆก็ให้ติดตามจาก Facebook page เอง ซึ่งถ้าเป็นอย่างนี้ก็ถือว่าเวปตอบโจทย์ได้ตรงแล้ว ผมมักจะคาดหวังให้ร้านค้าเป็นจุดที่ให้ข้อมูลที่ดีเกี่ยวกับ product แต่เท่าที่เคยมีประสบการณ์กับการเขียน content ทางด้านนี้มาบ้าง ก็พอจะเข้าใจอยู่ว่า ต้นทุนในการสร้าง content นั้น ใช้พลังมากพอสมควร โดยเฉพาะการทำให้ต่อเนื่อง ถึงตอนนี้หน้าเวปจะยังดูไม่มีอะไร แต่ผมยังรอดูอย่างมีความหวังครับ

จากแฟน KORG :)

All2MP3 โปรแกรมแปลง lossless audio เป็น MP3 บน Mac

เนื่องจากว่าปกติไม่ค่อยได้ไปเกี่ยวพันกับ file ประเภท lossless audio สักเท่าไหร่ พอมีผ่านเข้ามาในชีวิต และอยากแปลงให้เป็น MP3 ก็เลยต้องหาทางออก พอมาไล่ดูโปรแกรมที่มีอยู่บน Mac ก็มี VLC ที่ใช้เพื่อ playback ได้ แต่อยากได้โปรแกรมที่ใช้ง่ายๆสำหรับแปลงไฟล์จำนวนเยอะๆ แล้วก็มาเจอ All2MP3

จริงๆมันก็ไม่ได้ยุ่งยากอะไร กด search หาใน Google แป๊ปเดียวก็เจอแล้ว พอลอง download มาใช้งานจริงๆมันก็ใช้งานง่ายดีนะ จับไฟล์ลากโยนเข้าไปบนพื้นที่สีดำ เลือกความละเอียดที่ต้องการ แล้วก็สั่ง convert แค่นั้นเอง ทำให้ชีวิตง่ายขึ้นเยอะ ที่สำคัญมันฟรีด้วย

http://download.cnet.com/All2MP3/3000-2140_4-190407.html

สิ่งสำคัญสิ่งเดียวที่เราต้องเลือกก่อนที่จะ convert ก็คือคุณภาพ (quality) ของ MP3 file ข้อจำกัดอย่างนึงของโปรแกรม All4MP3 ตัวนี้คือจะแปลงเป็น MP3 ได้เฉพาะแบบ constant bit-rate (CBR) ไม่สามารถแปลงให้เป็นแบบ Variable bit-rate VBR ได้ แต่นั่นช่างมันเถอะ แค่นี้ก็สะดวกจะแย่แว้ว หลังจากที่ลากเอา lossless audio file ไว้วางบน All4MP3 ก็จะมี slider ขึ้นมาให้เลือก quality โดยจะมีเขียนระบุไว้ว่า less-middle-good-super

แต่โดยความชอบส่วนตัวแล้ว อยากได้ทางเลือกแบบที่เป็นตัวเลขบอกความละเอียดเป็น kbps จะดีกว่า ก็ลองไปกดปุ่มสีแดงใกล้ๆกับคำว่า “Super” จะได้ slider ตัวใหม่ที่เป็นตัวเลข kbps ขึ้นมาให้เลือกแทน อย่างนี้ก็สวยเลย เลือก quality ที่ต้องการ จากนั้นก็กดปุ่ม Convert เป็นอันจบ ที่เหลือก็แค่รอ MP3 file ที่จะมาวางอยู่ใน folder เดียวกันกับไฟล์ lossless ต้นฉบับ

Rode Soundbooth : ทดลองฟังเสียง Rode ไมโครโฟน

Rode Soundbooth

Rode Soundbooth

Rode Microphone ร่วมมือกับ SoundCloud ทำ Rode Soundbooth ที่เป็นการ demo Rode microphone ในแบบ multi-track ด้วย audio player ของ SoundCloud นี่เป็นครั้งแรกที่ได้เห็น mic demo แบบ interactive บน website ที่ครบเครื่องและใช้งานได้จริง

Rode Soundbooth

Rode นำเอาไมโครโฟนรุ่นต่างๆจำนวน 12 รุ่น มาบันทึกเสียงเครื่องดนตรีที่เล่นในเพลงเดียวกัน มีทั้ง กลอง (แยกเป็น kick/snare/overhead) เบส เปียโน กีต้าร์ B3 และเสียงร้อง เราสามารถเลือกหยิบมาเรียงกันในแบบ multi-track ได้อย่างอิสระ เช่นอยากฟังกลองชุดที่อัด kick ด้วย Rode K2, snare ด้วย Rode M3 และ overhead ด้วย NT-4 พร้อมๆกับไลน์เบสที่อัดด้วย Rode NTK รวมถึงสามารถ solo/mute แยกแต่ละ track ได้ด้วย

Rode Soundbooth : http://www.rodemic.com/soundbooth

ข้อจำกัดอย่างนึงในการใช้งาน Rode Soundbooth ก็คือคุณภาพเสียงที่ได้ออกมาจะเป็นระดับ MP3 เพราะมันเป็นการใช้งานผ่านเวปไซท์ ความเร็วในการส่งถ่ายข้อมูลจึงมีความสำคัญมาก แต่ Rode ก็เตรียม source files ที่เป็น Pro Tools session ความละเอียดที่ 24bit/44.1kHz ขนาด 1.4GB เอาไว้ให้ download ด้วย มาถึงตรงนี้ ปัญหาที่ผมเจอก็คือผมยังไม่สามารถ download source ชิ้นนี้ได้สักที หลังจากสมัคร RodeMic.com account และพยายามมาตลอดสัปดาห์ ถ้าใครโหลดได้แล้วบอกด้วยนะครับ

Rode Soundbooth นั่นมี version ที่เป็น application บน iPad ด้วย ใครมี iPad ก็ลองโหลดมาเล่นดูนะ

 

Magix ยกเครื่องเจาะตลาด pro เริ่มต้นด้วย Samplitude Pro X

Magix Samplitude Pro X / Pro X Suite

ดูเหมือนว่า product ในสาย pro audio ของ Magix ที่ประกอบไปด้วย Samplitude และ Sequoia นั้นแทบจะไม่มีข่าวออกทางสื่อใดๆในด้าน audio เลย การออก major upgrade ครั้งล่าสุดนี้ก็เช่นกัน ทั้ง Samplitude Pro X , Pro X Suite และ Sequoia นั้นแทบยังไม่เห็นข่าวจากที่ไหนเลย ผมก็เพิ่งไปเห็นจากการบังเอิญแวะเข้าไปดูข้อมูลบนหน้าเวป Samplitude.com เมื่อคืนนี้เอง

ในด้านของ feature นั้น ผมก็ไม่รู้เรื่องเท่าไหร่หรอกว่า Samplitude Pro X ตัวล่าสุดที่บางคนอาจจะเรียกว่าเป็น version 12 นี่ต่างจาก Samplitude v.11 ตัวเดิมขนาดไหน แต่ที่ชัดเจนมากๆคือ design บนหน้าเวปทั้งหมดของ Samplitude.com ถูกเปลี่ยนแบบยกโครงสร้างกันเลยทีเดียว แต่เดิมนั้น หน้าเวปของ Samplitude.com จะเป็นลักษณะของ production info เต็มรูปแบบ ผมจำได้ก็เพราะเพิ่งจะเขียนเรื่องของ Samplitude Silver : Soundcloud Edition ไปเมื่อเดือนที่แล้วเอง แต่ตอนนี้หน้าเวป Samplitude.com กลายเป็นลักษณะของ Blog ไปซะแล้ว เป็นที่ให้ข้อมูลทั้งข่าวสาร, tutorial และอื่นๆอีกหลายอย่าง แต่ถ้าต้องการจะไปดู product info ของ Samplitude Pro X หรือ Sequoia ต้องเปลี่ยนไปดูที่ http://pro.magix.com/ ที่ทำ design ด้วยสวยขึ้นกว่าของเดิมเยอะอยู่

more info : http://pro.magix.com/

Samplitude Pro X : arrange and mixer views

Continue reading

FREE! Samplitude Silver : SoundCloud Edition

หน้าตาของ Samplitude Sliver : SoundCloud Edition

หน้าตาของ Samplitude Sliver : SoundCloud Edition

SoundCloud เป็นบริการ upload/share audio ใครนึกไม่ออกก็ให้นึกเป็น YouTube สำหรับเสียงอย่างเดียวก็ได้ แต่ใครจะไปรู้ว่า ใน SoundCloud นั้นมีของฟรีที่น่าสนใจแจกอยู่ด้วย มาลองดูตัวนี้กัน Samplitude Silver : SoundCloud Edition … DAW เต็มรูปแบบที่แจกฟรี

หลายคนคงเคยได้ยินชื่อของ Samplitude มาก่อน หรือบางคนอาจจะไม่เคย Samplitude เป็น Digital Audio Workstation (DAW) ตัวนึงจากบริษัท Magix ในประเทศเยอรมนี นึกภาพตามก็เหมือนเป็น ProTools , Sonar, Cubase ทำนองนี้แหละ ถ้าย้อนอดีตกลับไป ค่าย Magix นั้นมี software หลักๆอยู่ 2 ตัว ได้แก่ Samplitude และ Sequoia ข้อแตกต่างของมันก็คือ Samplitude จะทำงานกับ Audio อย่างเดียว ไม่มี MIDI (คล้ายกับ ProTools 5) ส่วน Sequoia นั้นเป็น workstation เต็มรูปแบบที่มี feature ของ MIDI ด้วย แต่ต้องออกตัวก่อนว่าช่วงหลังๆไม่ได้ติดตาม product ของค่าย Magix นัก ส่วนนึงก็คือเขาแบ่ง product ได้ซับซ้อนและดูไม่รู้เรื่อง อีกเหตุผลเล็กๆก็คือ GUI มันไม่ค่อยสวย :P

Samplitude Sliver เป็น link เล็กๆบน sidebar ในเวป SoundCloud.com

Samplitude Sliver เป็น link เล็กๆบน sidebar ในเวป SoundCloud.com

Samplitude Silver : SoundCloud Edition คืออะไร?

ความพิเศษของ DAW ตัวนี้ก็คือ มันมีให้โหลดผ่านทางหน้าเวปของ SoundCloud เท่านั้น ผมไม่สามารถหาข้อมูลของเจ้าตัวนี้ได้เลยบนเวปของ Samplitude เอง คำถามต่อมาคือ “แล้วมันทำอะไรได้บ้าง” ผมก็สงสัยอยู่เหมือนกัน ก็เลยลอง download มันมาใช้งานดูซะเลย ขนาดแค่ราวๆ 130MB มาพร้อมกับ sample project ด้วย ถือว่าไม่ได้ใหญ่มากมายอะไรเลย

http://soundcloud.com/apps/samplitude-soundcloud

Samplitude Silver : SoundCloud Edition ติดตั้งยังไง?

ง่ายโคตร ก็แค่ download มาจากเวป จะได้ไฟล์ที่เป็น .exe จากนั้นก็ double click เพื่อทำการ install ตามขั้นตอนไปเรื่อยๆก็เรียบร้อย จะมีสะดุดนิดนึงก็ตรงการเปิดใช้งานครั้งแรก โปรแกรมจะถามว่าเราจะแค่ test แบบมีกำหนด 7 วัน หรือจะ register เพื่อใช้งานได้อย่างไม่จำกัด

หน้าสำหรับใส่ Activation Code

หน้าสำหรับใส่ Activation Code

พอเรากด register ก็จะมีช่องสำหรับให้เราใส่ Activation Code ขึ้นมา พร้อมๆกับเรียก web browser ขึ้นมาเพื่อให้เรากรอก email สำหรับสมัคร ที่เราต้องทำก็แค่กรอก email กับตั้ง password หลังจากนั้น ระบบก็จะส่ง Activation Code มาให้เราทาง email ที่เรากรอกไว้ ขั้นตอนสุดท้ายก็แค่ไปเปิด email แล้ว copy code มาแปะลงในช่อง Activation Code ในโปรแกรม Samplitude Sliver เท่านั้นก็เป็นอันเรียบร้อย เข้าใช้งานโปรแกรมกันได้ฟรีในทันที

Samplitude Silver : SoundCloud Edition ทำอะไรได้บ้าง?

ที่น่าตกใจที่สุดคือตรงนี้ Samplitude Silver : SoundCloud Edition มันมี feature ต่างๆมาให้ครบสำหรับทำงาน audio/MIDI มันเป็น DAW เต็มรูปแบบเหมือน Samplitude ตัวเต็ม สามารถใช้งานได้กับ VST instrument/effect ที่เรามีอยู่ในเครื่อง เห็นแค่นี้ก็คุ้มโคตรจะคุ้มแล้ว อย่างนึงที่เราทราบกันก็คือบน Windows นั้น เราสามารถหา free VST ทั้งที่เป็น instrument และ effect มาใช้งานได้ไม่ยาก แต่ปัญหาที่เราเคยเจอกันมาก่อนหน้านี้ก็คือ ยังไม่มี VST Host ที่ฟรีและใช้งานได้จริงๆ มาถึงตรงนี้ Samplitude Silver : SoundCloud Edition ก็คุ้มราคาอย่างที่สุดแล้ว … “คุ้มราคา”? ก็แหงแหละ ไม่ต้องเสียสักบาท

ผมทดลองอัด audio เข้าไป ทดลองอัด MIDI โดยเล่นกับ VSTi ดูแล้ว ทำงานได้จริง ผมยังไม่รู้ว่าเขาจำกัดจำนวน track เอาไว้หรือเปล่า ตอนทดลองใช้งานก็ใช้แค่ 5-tracks เลยยังไม่รู้ข้อจำกัดตรงนี้ แต่ข้อจำกัดนึงที่เจอก็คือ Samplitude Silver : SoundCloud Edition อนุญาติให้ทำงานที่ไม่เกิน 48kHz เท่านั้น ซึ่งก็ไม่ได้เดือดร้อนสักเท่าไหร่ :)

หน้าตา Mixer ของ Samplitude Silver : SoundCloud Edition

หน้าตา Mixer ของ Samplitude Silver : SoundCloud Edition

Samplitude Silver : SoundCloud Edition มีข้อเสียยังไงบ้าง?

อย่างที่บอกไว้ว่า Samplitude Silver : SoundCloud Edition นั้นมันคล้ายกับ Samplitude ตัวเต็มมากๆ ฉนั้นข้อเสียหลักๆที่เหมือนกันเลยก็คือการใช้งานที่ยุ่งยาก โดยเฉพาะกับคนที่ไม่เคยใช้งาน DAW มาก่อนเลย อีกอย่างวิธีการทำงานของ Samplitude ก็จะมองแต่ละ event ใน track เป็น object ที่สามารถสั่ง process แยกชิ้นได้ (คนทำ mastering น่าจะชอบ) ขนาดผมที่ใช้โปรแกรมอื่นมาอยู่แล้ว ยังต้องมานั่งเดา นั่งหาว่า แต่ละคำสั่งที่ต้องการนั้นอยู่ตรงไหนบ้าง การวางเมนูค่อนข้างซับซ้อนจนน่าจะทำให้หลายคนที่คิดจะมาเริ่มใช้งานโปรแกรมนี้ถอดใจไปก่อนจะทำงานออกมาสักชิ้นก็เป็นได้

Samplitude Silver : SoundCloud Edition มันเกี่ยวกับ SoundCloud ยังไง?

ตอบง่ายๆคือมันมีปุ่มสำหรับ upload งานขึ้น SoundCloud ได้ทันทีจากหน้า arrange view เลยครับ แต่ผมไม่ชอบเลย! ถ้าคนที่เคยใช้งานจะทราบว่า ความเจ๋งของ SoundCloud คือมันจะจำกัดความยาวของ audio file ที่เราส่งขึ้นไป แต่ไม่จำกัดขนาด อย่างเช่นบอกว่าเราจะ upload เพลงที่ยาว 3 นาที เราจะ upload แบบเป็น MP3 ขนาด 3MB หรือจะใช้เป็น WAV 96kHz/24bit ขนาดหลายสิบ MB ก็ได้ คนส่วนใหญ่ก็มักจะเลือก upload ด้วยไฟล์ที่ความละเอียดสูงๆ เวลาถูกระบบบีบอัดให้เป็น MP3 ในตอนท้ายก็จะได้ไม่แย่ลงมากนัก

แต่เหมือนกับว่าปุ่ม upload ขึ้น SoundCloud ใน Samplitude Silver : SoundCloud Edition นั้น จะทำการ convert งานเราเป็น MP3 ก่อนแล้วจึง upload ขึ้นไป ตรงนี้ผมพยายามจะหาอยู่ว่ามันต้องไป setting ที่ตรงไหน แต่ก็ยังหาไม่เจอซะที สุดท้ายก็เลยเลิกหาดีกว่า

Samplitude Silver : SoundCloud Edition สรุปว่าคุ้มไหม?

คุ้มสิ ไม่น่าถาม ก็มันฟรี feature ต่างๆก็ใช้งานได้จริง ถึงจะต้องใช้เวลาเรียนรู้มันบ้างก็เถอะ ใช้อัดเสียงง่ายๆอย่างเช่น podcast ด้วยตัวเองก็ได้ แถมยังใช้ VST ได้ด้วย ไปหาโหลด VST effect ของฟรีดีๆมาใช้งานด้วยกันก็ได้ เพิ่มความสามารถให้โปรแกรมนี้ขึ้นไปอีก

skin ของ Unempty ทำให้หน้าตาดูดีขึ้นมาก

skin ของ Unempty ทำให้หน้าตาดูดีขึ้นมาก (click ที่รูปเพื่อขยาย)

SKIN! เปลี่ยนหน้าตาของโปรแกรมได้ด้วย

ใน Samplitude ตั้งแต่ version 8 ขึ้นมา มี feature นึงที่น่าสนใจคือเราสามารถเปลี่ยน skin หรือหน้าตาของตัวโปรแกรมทั้งในหน้า arrange view และหน้า mixer ได้ ซึ่ง Samplitude Silver : SoundCloud Edition ก็สามารถทำได้เช่นกัน ผมลองเปลี่ยนเอา Skin ของ Unempty ที่เคยเขียน blog แนะนำเอาไว้นานแล้วมาลองใช้งานดู มันทำให้ Samplitude Silver : SoundCloud Edition หล่อขึ้นเป็นกอง หน้าตาดู vintage เก๋าสุดๆ ถ้าใครลองใช้ Samplitude Silver : SoundCloud Edition ก็อย่าลืมไปโหลด skin มาลองเปลี่ยนเล่นๆดูได้ครับ

ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Magix Samplitude : http://www.samplitude.com/