บันทึกการเลือกซื้อกีต้าร์ไฟฟ้า ตอนที่1 : อยากได้แบบไหน

Squier Stratocaster

ท้าวความก่อนว่า ผมเองมีกีต้าร์ไฟฟ้าอยู่แล้วตัวนึง เป็น Squier Stratocaster ซึ่งไปเลือกซื้อมาเมื่อราว 10 ปีที่แล้ว แต่ช่วงนี้รู้สึกว่าอยากจะมีกีต้าร์ไฟฟ้าอีกสักตัว แค่อยากจะมีก็เท่านั้น ไม่มีเหตุผลประกอบอื่นๆเลย ช่วงนี้ก็เริ่มที่จะหาข้อมูลเพื่อประกอบการตัดสินใจ ก่อนจะลงมือเสียเงินอย่างเป็นทางการ

ถึงแม้ว่าผมจะไม่ได้เป็นคนที่เริ่มจากศูนย์ในการไปเลือกกีต้าร์ แต่ก็บอกได้อย่างเต็มปากว่าไม่ชำนาญเอาเสียเลย ตัวเองก็ไม่จัดเป็นคนกีต้าร์เสียด้วย จัดว่าเป็นเรื่องโชคดีอยู่อย่างนึง ที่พี่เอ ณ Pedals’ Park เพิ่งเขียนเรื่องการเลือกซื้อกีต้าร์ลงใน blog “The Gear Spot” ตรงนี้ผมเลยจับเอาเป็นจุดเริ่มต้นสำหรับการเลือกซื้อกีต้าร์ตัวใหม่ซะเลย

หลังจากอ่านบทความทั้ง 3 ตอนของพี่เอเพื่อตั้งต้นไปเรียบร้อย ทีนี้ก็ถึงเวลาย้อนมาตั้งคำถามให้ตัวเองแล้วว่า กีต้าร์แบบไหนที่เราต้องการ

Maple fretboard

http://www.flickr.com/photos/21099144@N06/5423224876/

กีต้าร์ “แนว” ไหนที่ผมอยากได้

เมื่อตอนที่ผมซื้อ Squier Stratocaster ตอนนั้นได้รับการแนะนำจากพี่ที่ไปช่วยเลือกซื้อด้วยกันว่า ถ้าอยากจะเล่นกว้างๆก็เลือกเอา Stratocaster นี่แหละ ครอบคลุมมาก ซึ่งก็ถือเป็นคำแนะนำที่ดีมาก พอมาถึงการเลือกซื้อกีต้าร์ในครั้งนี้ ผมจะใช้ความต้องการตัวเองเป็นที่ตั้งก่อน แล้วค่อยๆขอคำแนะนำจากพี่ๆเพื่อนๆว่าควรจะไปลองดูกีต้าร์ตัวไหนบ้างที่เหมาะกับความต้องการ

ฝีไม้ลายมือในทางกีต้าร์ของผมนั้น จัดว่าอยู่ในระดับเริ่มต้นเอามากๆ เพื่อนฝูงที่พอจะนัดรวมวงมาซ้อมดนตรีกันก็ไม่มี ฉนั้นผมก็เลยเล่นคนเดียวอยู่ที่บ้านเป็นหลัก กีต้าร์ที่จะซื้อ ก็ควรจะเป็นกีต้าร์ที่เล่นคนเดียวก็สนุกได้ ซึ่งผมก็มองเป็นกีต้าร์ที่ให้เสียงออกแนวแจ๊ส กลมๆ นุ่มๆ เล่นคอร์ดอยู่คนเดียวก็ฟังสบายหู จากโจทย์นี้ ผมก็มีภาพของกีต้าร์ semi-hollow body ลอยขึ้นมา หรือเป็นกีต้าร์ solid-body ที่มี humbucking pickup ในตำแหน่ง neck ที่ให้เสียงนุ่มๆ

แต่ไหนๆจะจ่ายเงินซื้อกีต้าร์เพื่อเป็นรางวัลให้ตัวเองแล้ว ก็อยากจะขอให้มันสามารถตอบสนองความเป็นวัยรุ่นที่ยังเหลืออยู่ด้วยเสียงแตกโหดประมาณนึงสำหรับบางอารมณ์ที่อยากจะ rock กับเขาบ้าง จุดนี้นับเป็นข้อจำกัดอย่างนึงของ Stratocaster ของผมที่ pickup ตัว bridge เป็น single-coil มันจะจี่มากๆเวลาต่อกับ distortion นั่นก็สรุปได้อีกข้อแล้วว่า ผมอยากจะได้กีต้าร์ที่มี pickup ตัว bridge เป็น humbucker เริ่มเห็นกีต้าร์ตัวใหม่เป็นรูปเป็นร่างในหัวขึ้นมาบ้างแล้ว

Epiphone Les Paul

http://www.flickr.com/photos/bpunch/141654207/

กีต้าร์ “ต้อง” สวย และเข้ามือ

ยอมรับกันอย่างตรงๆว่า ถ้าถึงจุดที่ต้องเลือกระหว่าง “สวย” กับ “เสียง” ผมคงจะเลือก “สวย” มาก่อนแน่นอน เพราะผมเชื่อว่า การมีเครื่องดนตรีสวยๆตามที่เราชอบ มันจะทำให้เราอยากหยิบมันขึ้นมาเล่นบ่อยๆ แต่ “สวย” ของเราแต่ละคนไม่เหมือนกันหรอกครับ มันเป็นเรื่องของรสนิยม สำหรับผมตอนนี้ กีต้าร์สวยๆในหัวก็มีหลายแบบหลายทรง ที่แน่ๆคือคงจะไม่เอาทรง Stratocaster เพราะมีอยู่แล้ว Tele ก็อยากได้อยู่นะ แต่ดันไปชอบ body ของ Tele ที่เป็น American Deluxe เพราะด้านหลังของ body มันมีโค้งเว้ารับกับพุงพอดี ทรงดังๆของ Gibson อย่าง Les Paul และ ES335 ก็จัดว่าใช้ได้ ณ จุดนี้ผมคงยังไม่เลือกซื้อกีต้าร์ทรงแปลกๆแน่นอน เพราะคงจะลำบากมากตอนขายต่อ เน้นทรงมาตรฐานเอาไว้ก่อนดีกว่า

อีกเรื่องที่คือเรื่อง “เข้ามือ” ที่ผมเพิ่งมาตระหนักได้เมื่อ 2 สัปดาห์ก่อน วันนั้นผมแวะไปทักทายพี่ยอด ณ Pedals’ Park แล้วก็นั่งคุยอยู่ในร้าน ระหว่างคุยก็ทำเนียนไปคว้าเอาเบสที่วางอยู่มาเล่นตุ๊แหน่วตุ๊แหน่วไปด้วย ความรู้สึกที่ได้มันแปลกมาก คือผมรู้สึกได้ว่ามันเป็นเบสที่เล่นแล้วเพลินมือมากๆ เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับเสียงเลยเพราะผมยังไม่ได้เสียบตู้เลยด้วยซ้ำ ตรงนี้ทำให้ตระหนักเลยว่า ถึงจะมีกีต้าร์ที่สวยถูกใจ ยังไงก็ต้องไปลองเล่นดูก่อนว่าเข้ามือไหม ชอบหรือเปล่า

มี “งบ” เท่าไหร่

นี่เป็นอีกหนึ่งคำถามโคตรจะสำคัญ เพราะกีต้าร์ในท้องตลาดนั้นมีให้เราเลือกอยู่ตั้งแต่ราคาไม่กี่พันบาท ขึ้นไปจนถึงหลักแสน สำหรับผมเอง ผมตั้งเพดานงบประมาณครั้งนี้เอาไว้ที่ไม่เกิน 30000 บาท และได้แต่หวังว่า จะสามารถหาของที่ถูกใจได้ในราคาที่ต่ำกว่าเพดานนี้เยอะๆ :)

จบการบันทึกตอนแรกไว้ที่ตรงนี้ก่อน สรุปว่าตอนนี้ผมก็เริ่มมีไอเดียอยู่ในหัวแล้วว่าอยากได้กีต้าร์แนวไหน งบประมาณเท่าไหร่ จากนี้เดี๋ยวค่อยไปไล่ดูว่า มีกีต้าร์ตัวไหนบ้างที่ควรจะหยิบมาวางเป็นตัวเลือก

Rework : หนังสือภาษาอังกฤษเล่มแรกที่ผมอ่านจบทั้งเล่ม

Rework

P1080577.jpg

ยอมรับก่อนเลยว่า ในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมานี้ ได้อ่านหนังสือค่อนข้างน้อย ยิ่งที่อ่านจบแบบเป็นเล่มๆนั้นยิ่งน้อยมาก 3 เล่มหลังสุดที่อ่านจบคือ Outlier (ภาษาไทย), การลาออกครั้งสุดท้าย และ The Last Lecture (ภาษาไทย) ซึ่งก็ผ่านมาเป็นปีได้แล้ว แต่เท่าที่จำความได้ ถึงจะชอบอ่าน magazine ต่างประเทศมาก และมี textbook ดีๆอยู่ในมือหลายเล่ม แต่ก็ไม่เคยได้อ่านหนังสือภาษาอังกฤษแบบจบเล่มตั้งแต่หน้าแรกจนถึงหน้าสุดท้ายเลย เพิ่งจะมี Rework เล่มนี้นี่แหละ

ทำไมถึงอ่าน Rework

เรื่องมันเริ่มที่ว่า ปลายปีที่แล้วผมหนีน้ำท่วม ก็คิดอยากจะหาหนังสือสักเล่มมาอ่านเพื่ออุดช่วงเวลาว่าง และในช่วงนั้นก็จำได้ว่าพี่เม่น @iMenn เคยเขียนถึงหนังสือเรื่อง Rework เอาไว้ใน Blog ของบริษัทสามย่าน (http://samyarn.com/2011/rework-book-1/) ได้อ่านที่พี่เม่นเขียนแนะนำไว้ก็รู้สึกว่าน่าสนใจ รวมถึงว่าผมเคยใช้งาน BaseCamp ของบริษัท 37Signals นี้มาก่อนอยู่แล้ว ยิ่งทำให้รู้สึกอยากอ่านมากขึ้น ถึงพี่เม่นจะเขียน blog ต่อมาอีกหลายตอนเพื่อเล่าถึงหนังสือเล่มนี้ แต่ผมก็ตัดสินใจที่จะไม่อ่าน blog ที่พี่เม่นเขียน เกรงว่ามันจะดูเป็นการชี้นำกึ่งสปอยล์ ซื้อมาอ่านเองมันซะเลยดีกว่า … ขอบคุณพี่เม่นที่แนะนำครับ

เริ่มอ่าน Rework

หลายคนน่าจะเคยมีอาการเดียวกับผม คือพอถึงงานสัปดาห์หนังสือก็จะรีบออกไปกวาดซื้อหนังสือมาตุนเอาไว้ สุดท้ายก็ไม่ได้อ่าน ผมเป็นอย่างนี้มา 2-3 ครั้ง สุดท้ายเลยบอกกับตัวเองว่า ผมจะไม่ซื้อหนังสือมาตุน จะซื้อเฉพาะที่อยากจะอ่าน ณ ตอนนั้น เวลานั้นจริงๆ ถึงจะต้องยอมจ่ายแพงกว่าสักหน่อยก็ยังถือว่าคุ้ม Rework เล่มนี้ผมซื้อที่ Asia Book ระหว่างทางกลับจากที่ทำงาน ขนาดเล่มไม่ใหญ่นัก พอจะถือไปๆมาๆได้โดยไม่ลำบาก แต่จุดที่เด็ดมากกว่านั้นก็คือ ภาษาอังกฤษที่ใช้ค่อนข้างอ่านง่าย ใช้ font ตัวใหญ่ ตัวหนังสือไม่เบียดกัน ทำให้ในหนึ่งหน้ามีเนื้อหาไม่หนาแน่นจนเกินไป รวมถึงแต่ละตอนก็จะมีความยาวเฉลี่ยประมาณ 3-4 หน้า มันเหมาะมากๆสำหรับคนสมาธิสั้นที่อยากจะอ่านหนังสือบนรถไฟฟ้าระหว่างการเดินทางไปทำงานและกลับบ้าน

อ่าน Rework ภาษาไทย หรือภาษาอังกฤษดีกว่ากัน

ณ วันที่ผมเขียน blog นี้ หนังสือ Rework ถูกแปลออกมาเป็นฉบับภาษาไทยเรียบร้อยแล้ว แต่ถ้าย้อนกลับไปตอนที่ผมซื้อ Rework มาอ่าน ตอนนั้นมีแค่ภาษาอังกฤษอย่างเดียว ไม่ว่าจะอย่างไร โดยนิสัยแล้ว ถ้ามีหนังสือที่อยากอ่าน แล้วมีให้เลือกระหว่างภาษาไทยกับต้นฉบับที่เป็นอังกฤษ ผมจะเลือกอ่านภาษาอังกฤษ เหตุผลเพราะอยากจะหัดภาษาให้ตัวเองไปด้วย … แต่จากประสบการณ์ที่ผ่านมา ยังไม่เคยอ่านหนังสือภาษาอังกฤษจบเลยแม้แต่เล่มเดียว

The Last Lecture กับ Outliers ที่อ่านจบไปก่อนหน้านี้ก็อ่านฉบับภาษาไทย แต่พอมาเป็น Rework ก็ขอลองอีกสักที ถ้าให้พูดในมุมของคนที่อ่าน Rework จบแล้ว ผมก็อยากจะแนะนำให้คนที่อยากอ่าน Rework และมีพื้นฐานภาษาอังกฤษอยู่บ้างได้อ่านเล่มที่เป็นภาษาอังกฤษ เพราะมันไม่ได้อ่านยากอย่างที่คิด

อ่าน Rework แล้วคิดอะไร

โดยส่วนตัวที่เป็นคนชอบความคล่องตัวขององค์กรเล็กอยู่แล้ว พอได้อ่านก็รู้สึกถูกใจ หลายๆเรื่องมีอมยิ้มและสะใจเล็กๆที่มีคนคิดแบบเดียวกับเรา ในมุมนึงมันเป็นการสร้างกำลังใจให้ตัวเอง เพื่อบอกว่าสิ่งที่เราคิดอยู่ไม่ได้มีแค่เราที่คิดนะ แต่ในอีกมุมนึงเราก็ต้องไปเจอกับความเป็นจริงที่ว่า เมื่อเราพยายามทำงานด้วยวิธีคิดแบบนี้ มันก็สามารถทำให้เรากลายเป็นคนแปลกแยกในองค์กร หรือแม้กระทั่งโดนเอาเปรียบจากวิธีคิดแบบนี้

ถึงตรงนี้ทำให้เริ่มเข้าใจพี่เม่นที่พยายามเขียนถึงวิธีคิดของหนังสือเล่มนี้ วิธีการทำงานแบบนี้มันควร และจำเป็นจะต้องถูกแชร์ ถูกถ่ายทอดต่อๆกันไป แน่นอนว่ามันควรเริ่มที่ตัวเอง แต่ถ้ามันจบอยู่ที่ตัวเอง มันก็จะจบหายไป อีกเรื่องที่คิดก็คือ ถ้ามองจากมุมของคนที่ทำงานกับองค์กรขนาดใหญ่ วิธีคิดหลายเรื่องผมเองก็ไม่ค่อยจะเห็นด้วยนัก แต่ก็เข้าใจได้ว่า สิ่งที่หนังสือเล่มนี้เขียนถึงมันเป็นประสบการณ์จากการทำงานขององค์กรขนาดราวๆ 10 คน ซึ่งแน่นอนว่ามุมมองบางเรื่องจะต่างจากองค์กรขนาด 60 หรือ 100 คน

จริงๆแล้วที่เขียน blog post นี้ขึ้นมา ก็คือจะระบายความดีใจที่อ่านหนังสือภาษาอังกฤษจบเล่มซะที มันดูเป็นความสำเร็จเล็กๆที่ได้พาตัวอ้วนๆก้าวผ่าน milestone อีกอัน หลังจากนี้ก็จะพยายามกลับมาอ่านหนังสือให้เยอะขึ้น หลังจากที่รู้สึกได้ว่าในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมานี้อ่านหนังสือน้อยมาก เวลาส่วนใหญ่ถูกเอาไปใช้อยู่กับ social network นอกจากนั้นก็คืออยากจะแบ่งปันให้คนอื่นๆที่ผ่านเข้ามาได้ลองอ่านหนังสือเล่มนี้ ไม่ว่าจะเป็นภาษาไทยหรือภาษาอังกฤษก็ตาม เผื่อจะได้มีประเด็นให้ได้ลองย้อนดูและพัฒนาตัวเองด้วย

ส่วนใครที่ยังไม่รู้ว่า Rework คือหนังสือเกี่ยวกับอะไร ผมแนะนำให้ไปอ่าน blog ที่พี่เม่นเขียนเอาไว้ครับ

ไม่โดนใจนักกับเวปใหม่ของร้าน Music Concept

Music Concept

P1050836.jpg

ใครหลายๆคนในรุ่นราวคราวเดียวกับผมหรือแก่กว่า น่าจะจำภาพการไปเลือกซื้อเครื่องดนตรีในสมัยก่อนได้ แน่นอนว่าศูนย์กลางนั้นอยู่ที่เวิ้งนาครเขษม แล้วก็จะมีเรื่องราวกุ๊กกิ๊กมากมายระหว่างคนขายและคนซื้อ แต่พอยุคสมัยและเทคโนโลยีการสื่อสารเปลี่ยนไป การดำเนินธุรกิจของร้านขายเครื่องดนตรีเหล่านี้ก็เปลี่ยนไปโดยมีพฤติกรรมของคนซื้อเป็นตัวชี้นำ

ถึงส่วนตัวผมจะเสพย์ติด Twitter มากกว่า Facebook แต่ก็ต้องยอมรับว่า Facebook เป็นช่องทางให้ร้านค้าใช้สื่อสารกับบรรดาว่าที่ลูกค้าได้ง่าย ตรง และสะดวกที่สุด ร้านขายเครื่องดนตรีหลายร้านเริ่มหันมาใช้ Facebook แต่ว่าแต่ละร้านก็จะมีวิธีการสื่อสารที่ต่างกันไป ถึงตรงนี้ ตอนนี้ผมบอกได้ว่าร้านที่สื่อสารผ่าน Facebook ได้น่าสนใจในสายตาผมคือ Music Concept

Facebook page ของ Music Concept น่าสนใจอยู่ตรงที่ว่า มันตรงประเด็นดี ถึงเราจะรู้ว่าร้านนี้มีขาย Fender / Gibson / Korg / Musicman ฯลฯ แต่เราก็เข้าใจกันอยู่ว่า ไม่ใช่ว่าทุก model จะมีขายอยู่ตลอดเวลา ฉนั้นแค่บอกว่ามีสินค้ารุ่นไหนเข้ามาเป็น new arrival ก็ตรงประเด็นเลย คนซื้อจะได้รู้ว่ารุ่นพวกนี้มาถึงร้านแล้วมีแน่ ส่วนคนขายก็ได้หมุนของออกได้เร็ว และอีกอย่างที่ชอบคือ เขาไม่โพสเยอะ! :) ยิ่งโพสเยอะ หรือสื่อสารเยอะขึ้นเท่าไหร่ โอกาสที่จะต้องมาคอยจัดการกับ comment ที่ไม่น่าตอบ หรือความวุ่นวายที่ต้องมาคอยบริหารดราม่าที่อาจจะเกิดก็มีมากขึ้น ฉนั้นผมถึงชอบที่เขาโพสไม่เยอะ และตอบ comment เท่าที่จำเป็น

ถึงตรงนี้ ดูจากวิธีการโพส และภาษาที่ใช้ ผมเลยเดาว่า คนที่ดูแล Facebook page ให้ Music Concept น่าจะเป็นพี่เจ้าของร้าน ภรรยา หรือไม่ก็ต้องเป็นพนักงานมือดีแน่ๆ แต่พอมองไปในอีกฝั่งของสื่อ digital หน้าเวปของร้าน Music Concept นั่นดูสงบ นิ่งเงียบ และไม่มีอะไรน่าสนใจเลย ผมเห็นหน้าเวปถูกทิ้งนิ่งมาหลายปี จนเคยคิดอยู่ว่าเขาน่าจะจ้างเราทำเวปนะ แต่ดูท่าทางว่าร้านค้าในธุรกิจนี้เขาไม่สนใจเรื่องหน้าเวปเท่าไหร่ เห็นกี่ร้านกี่ร้านก็แทปไม่สนใจเรื่องเวปไซท์เลย จนเมื่อไม่กี่วันก่อน เห็นมีโพสว่าหน้าเวปใหม่ของของ Music Concept ขึ้นแล้ว ก็เลยตามเข้าไปดู … ผิดหวังไปพอสมควรครับ

http://www.musicconcept.co.th/

ข้อน่าสนใจเรื่องแรกๆคือเป็นการตัดสินใจที่ดี ที่ไม่เลือกใช้ Flash บนหน้าเวป เพราะจะได้ไม่มีปัญหาเรื่องการดูผ่านอุปกรณ์ iOS ทั้งหลาย design ก็สวยดูเรียบง่ายดี แต่ส่วนอื่นๆที่เหลือผมกลับรู้สึกไม่ใช่อย่างที่ผมในมุมมองของคนเป็นลูกค้าอยากจะเห็น

ที่ดูจะน่าผิดหวังที่สุดคงเป็นหน้า Products ซึ่งทำออกมาเหมือนเวปเดิม และเหมือนกับอีกหลายเวปในธุรกิจเดียวกัน คือมีแค่ logo ของยี่ห้อเครื่องดนตรีที่ร้านตัวเองขาย แล้วพอ click ลงไปก็ link ไปที่หน้า official website ของยี่ห้อนั้นๆ ลองนึกภาพว่าคนที่อยากได้ Fender American Standard Tele เนี่ย เขาน่าจะเข้าเวป Fender วันละหลายสิบรอบอยู่แล้วครับ :P ถัดมาก็คงเป็น spot ที่เป็นเสียงพี่สมเล็ก เปิดฟังรอบเดียว แล้วก็จบไป

ในหน้า Contact นี่จัดว่าสะเทือนใจครับ เป็นไอเดียเริ่มต้นที่น่าสนใจที่พยายามจะทำ video เพื่อบอกลูกค้าว่าร้านอยู่ตรงไหนใน Central World แต่ไหนๆทำแล้ว ใส่เสียงสักหน่อยก็ดีครับ เป็นเสียงคนพูดอธิบายเพิ่มเติมก็ได้ หรืออย่างน้อยเป็นเสียงเพลงก็ยังดี เป็นร้านขายเครื่องดนตรีก็น่าจะมีเสียงสักหน่อย :) อีกอย่างนึงก็คือไหนๆทำ video แล้ว เอาขึ้นไปไว้บน YouTube เลยก็ได้ครับ คนเข้าถึงง่ายดี เอา link ไปแปะและบอกต่อก็ง่าย

KORG microKORG XL

ถ้าให้ผมเดามุมมองของเจ้าของเวป Music Concept นั้น ผมคิดว่าสิ่งที่เขาต้องการคือ website ที่ทำหน้าที่เป็นนามบัตรของร้าน ให้เฉพาะข้อมูลที่จำเป็น ส่วนข้อมูล update ส่วนอื่นๆก็ให้ติดตามจาก Facebook page เอง ซึ่งถ้าเป็นอย่างนี้ก็ถือว่าเวปตอบโจทย์ได้ตรงแล้ว ผมมักจะคาดหวังให้ร้านค้าเป็นจุดที่ให้ข้อมูลที่ดีเกี่ยวกับ product แต่เท่าที่เคยมีประสบการณ์กับการเขียน content ทางด้านนี้มาบ้าง ก็พอจะเข้าใจอยู่ว่า ต้นทุนในการสร้าง content นั้น ใช้พลังมากพอสมควร โดยเฉพาะการทำให้ต่อเนื่อง ถึงตอนนี้หน้าเวปจะยังดูไม่มีอะไร แต่ผมยังรอดูอย่างมีความหวังครับ

จากแฟน KORG :)

All2MP3 โปรแกรมแปลง lossless audio เป็น MP3 บน Mac

All4MP3

เนื่องจากว่าปกติไม่ค่อยได้ไปเกี่ยวพันกับ file ประเภท lossless audio สักเท่าไหร่ พอมีผ่านเข้ามาในชีวิต และอยากแปลงให้เป็น MP3 ก็เลยต้องหาทางออก พอมาไล่ดูโปรแกรมที่มีอยู่บน Mac ก็มี VLC ที่ใช้เพื่อ playback ได้ แต่อยากได้โปรแกรมที่ใช้ง่ายๆสำหรับแปลงไฟล์จำนวนเยอะๆ แล้วก็มาเจอ All2MP3

จริงๆมันก็ไม่ได้ยุ่งยากอะไร กด search หาใน Google แป๊ปเดียวก็เจอแล้ว พอลอง download มาใช้งานจริงๆมันก็ใช้งานง่ายดีนะ จับไฟล์ลากโยนเข้าไปบนพื้นที่สีดำ เลือกความละเอียดที่ต้องการ แล้วก็สั่ง convert แค่นั้นเอง ทำให้ชีวิตง่ายขึ้นเยอะ ที่สำคัญมันฟรีด้วย

http://download.cnet.com/All2MP3/3000-2140_4-190407.html

สิ่งสำคัญสิ่งเดียวที่เราต้องเลือกก่อนที่จะ convert ก็คือคุณภาพ (quality) ของ MP3 file ข้อจำกัดอย่างนึงของโปรแกรม All4MP3 ตัวนี้คือจะแปลงเป็น MP3 ได้เฉพาะแบบ constant bit-rate (CBR) ไม่สามารถแปลงให้เป็นแบบ Variable bit-rate VBR ได้ แต่นั่นช่างมันเถอะ แค่นี้ก็สะดวกจะแย่แว้ว หลังจากที่ลากเอา lossless audio file ไว้วางบน All4MP3 ก็จะมี slider ขึ้นมาให้เลือก quality โดยจะมีเขียนระบุไว้ว่า less-middle-good-super

แต่โดยความชอบส่วนตัวแล้ว อยากได้ทางเลือกแบบที่เป็นตัวเลขบอกความละเอียดเป็น kbps จะดีกว่า ก็ลองไปกดปุ่มสีแดงใกล้ๆกับคำว่า “Super” จะได้ slider ตัวใหม่ที่เป็นตัวเลข kbps ขึ้นมาให้เลือกแทน อย่างนี้ก็สวยเลย เลือก quality ที่ต้องการ จากนั้นก็กดปุ่ม Convert เป็นอันจบ ที่เหลือก็แค่รอ MP3 file ที่จะมาวางอยู่ใน folder เดียวกันกับไฟล์ lossless ต้นฉบับ

เพิ่ม RAM ให้กับ early-2008 Macbook Pro เป็น 4GB

P1070597.jpg

หลังจากใช้งานกันมาอย่างเต็มที่เป็นเวลาเกือบ 4ปีเต็มๆ ใจนึงก็เตรียมที่จะซื้อเครื่อง Macbook Pro ตัวใหม่เพื่อมาใช้แทนตัวเดิม แต่หลังจากคิดหน้าคิดหลังอย่างดีแล้วก็เลยตัดสินใจว่า ขอซื้อ RAM มาเพิ่มเครื่องเดิมให้เป็น 4GB ก่อนจะดีกว่า ส่วนเรื่องซื้อเครื่องใหม่ค่อยไว้คิดกันอีกที

Macbook Pro เครื่องที่ผมใช้อยู่นี้ซื้อมาตั้งแต่ต้นปี 2008 และถูกใช้งานอย่างเต็มที่มาโดยตลอด ในช่วงแรกๆก็ยังลังเลอยู่ว่าการจะทำทุกอย่างบน laptop เครื่องเดียวมันจะดีเหรอ ในตอนนั้นก็ยังมี desktop PC อยู่อีกเครื่องที่ใช้งานคู่กันไป แต่พอใช้งาน Macbook Pro เครื่องนี้มาได้สักพักก็ตัดสินใจได้อย่างเด็ดขาดว่า laptop เครื่องเดียวก็เพียงพอ ด้วยเหตุผล 2 อย่าง หนึ่งคือชอบ user experience ต่างๆบน OSX ที่พอใช้จนชินแล้ว รู้สึกได้ว่าการกลับไปใช้ WinXP (ในตอนนั้น) ทำให้หงุดหงิด อีกเหตุผลที่สำคัญมากๆคือระบบการ backup ด้วย Time Machine มันทำให้เราไว้วางใจได้ว่า ถ้าเกิดอะไรขึ้นกับเครื่อง laptop ของเรา เราก็จะสามารถ restore เกือบทุกอย่างที่จำเป็นกลับขึ้นมาได้ด้วย Time Machine

P1070590.jpg

จนถึง ณ วันนี้ (ต้นปี 2012) เครื่อง MBP ของผมก็ยังคงถูกใช้งานอยู่ทุกวัน เมื่อพิจารณาจากการใช้งานแล้ว ก็คิดได้ว่าคงยังไม่จำเป็นจะต้องซื้อเครื่องใหม่ ทุกอย่างยังคงทำงานได้ดี ถึงแม้จะหมดประกันและ Apple ไม่แคร์แล้วก็ตาม จุดเดียวที่ทำให้หงุดหงิดอยู่บ้างก็คือ RAM ขนาด 2GB ที่มากับเครื่องตั้งแต่วันที่ซื้อวันแรก พอได้ดูราคา RAM ในปัจจุบันแล้วก็ตัดสินใจได้ว่า การซื้อ RAM แบบแถวละ 2GB จำนวน 2 แถว รวมเป็น 4GB มาใส่แทนของเดิมที่เป็น 1GB จำนวน 2 แถว น่าจะเป็นการลงทุนที่คุ้มค่า ก็เลยจัดการไปซื้อมาเปลี่ยนซะเลยวันนี้

Spec ของ MBP ตัวนี้มันรองรับ DDR2 bus 667 แต่พอไปถึงร้านเขาบอกว่า 667 หมด เหลือแต่ bus 800 ที่ราคาแพงกว่ากันแถวละ 10 บาท ก็เอามาน่ะแหละครับ รู้ว่ามันเอามาใช้แทนได้และจะวิ่งที่ 667 ตามปกติ อุปกรณ์ที่จำเป็นในการเปลี่ยน RAM ให้กับ MBP รุ่นนี้ก็มีแค่เพียงไขควงเล็กหัวแสก (ที่เป็นเครื่องหมายบวก) อันเดียวเท่านั้น จะมีเพิ่มเติมก็ผ้านุ่มๆสำหรับรองตัวเครื่องเวลาคว่ำหน้าลง

P1070592.jpg

P1070593.jpg

ขั้นตอนการเปลี่ยน RAM นั้น จัดว่าค่อนข้างง่าย ทำเองได้ไม่ยาก เริ่มต้นด้วยการพลิกเอาด้านหลังเครื่องหงายขึ้นมา แล้วถอดเอา battery ออก จากนั้นก็จะเห็นน๊อตที่จะต้องถอดทั้งหมด 3 ตัวเพื่อเปิดเอาแผงที่ปิดส่วนของ RAM ออก พอเห็น RAM ก็จะเห็นแผ่นเหล็กเล็กๆที่หนีบอยู่ทั้ง 2 ข้างของ RAM สิ่งที่ต้องทำคือค่อยๆง้างมันออก แล้ว RAM ก็จะเด้งขึ้นมาเอง ทำจากตัวบนก่อนนะครับ RAM 2 ตัวมันซ้อนทับกันอยู่

P1070595.jpg

P1070598.jpg

หลังจากดึงเอา RAM ของเดิมออก ผมก็เพิ่งเห็นว่ามันเป็น Samsung หน้าตาดูธรรมด๊าธรรมดา แล้วผมก็เอา Kingston ที่หน้าตาธรรมด๊าธรรมดาเช่นกันใส่แทนลงไปแบบเดิม คือใส่เอียงๆ ดันเข้าให้สุดแบบเอียงๆก่อน แล้วค่อยกดให้มันนอนลงไปและถูกเหล็ก 2 ข้างหนีบตามที่มันควรจะเป็น แค่นี้ก็เป็นอันเสร็จพิธี ใส่ทุกอย่างกลับเข้าไปแบบเดิม สุดท้ายก็คือพลิกเครื่องกลับขึ้นมา แล้วเปิดเครื่องเช็คดูว่ามันเห็น RAM ของเราครบ 4G หรือเปล่า ของผมเห็นครบ ใช้งานได้ปกติก็เป็นอันเรียบร้อย

P1070602.jpg