Soul After Six กลับมา ความรู้สึกถึงวันเก่าก็กลับมา

soul_after_six

นี่ก็ไม่ถึงกับเป็นเรื่องที่คาดไม่ถึงซะทีเดียว เพราะก่อนหน้านี้ก็ทราบมาอยู่บ้างแล้วว่าวงดนตรีที่โคตรชอบอย่าง Soul After Six กำลังเตรียมจะมีผลงานออกมาให้ได้ฟัง แต่พอเช้าวันนี้ได้ฟังเพลงเวลา ซึ่งเป็น single ใหม่ของ Soul After Six มีความรู้สึกและความคิดวิ่งไปวิ่งมามากมายอยู่ในหัวหลังจากได้ฟังเพลงนี้ …..แต่ไม่รู้จะเขียนอะไรออกมาดี

บันทึกการเลือกซื้อกีต้าร์ไฟฟ้า ตอนที่6 : Epiphone vs Gibson

LP_switch

มาถึงจุดนี้ ผมมีความรู้สึกว่าจริงๆเราไม่ได้อยากชี้เฉพาะไปหรอกว่าต้องเป็นกีต้าร์ semi-hollow ที่อยากได้คือกีต้าร์ที่ให้เสียงคลีนสะอาด มีเนื้อมีหนัง และควรจะเล่นเสียงแตกได้อย่างสะใจด้วย เป้าหมายเลยกลับมาเปิดกว้างให้กีต้าร์แบบ solid body อีกครั้งนึง

ถ้าตั้งโจทย์ขึ้นมาว่า ต้องการกีต้าร์ไฟฟ้าที่ให้เสียงคลีนดีๆ ทำในญี่ปุ่นหรือเมกาก็ได้ คุ้มราคา มีคุณค่าควรเก็บไว้นานๆ หรือถ้าจำเป็นต้องขายต่อก็ได้ราคาดี แน่นอนว่า Fender เป็นคำตอบแรกๆที่วิ่งเข้ามาในหัวแน่นอน ผมเองยอมรับว่าหลงเสน่ห์ของ Stratocaster และ Telecaster อยู่ แต่จังหวะนี้ ผมกลับรู้สึกอยากได้กีต้าร์ที่เป็น humbucker มากกว่า เป้าหมายเลยไปตกอยู่ที่ Epiphone และ Gibson จริงๆก็น่าจะรวม Tokai อยู่ในตัวเลือกด้วย แต่เท่าที่ได้ไปลองเล่นมา ผมกลับรู้สึกคล้ายๆกับตอนที่ไปลอง Yamaha SA-2200 คือเป็นกีต้าร์ที่ดี คุ้มราคา แต่เล่นแล้วรู้สึกไม่ชอบเท่าไหร่

ด้วยงบประมาณที่เตรียมไว้ในใจ ผมสามารถซื้อ Epiphone ได้อย่างไม่ยากเย็น แต่ถ้าเป็น Gibson ก็คงมีรุ่นให้เลือกได้ไม่มากนัก งบที่เล็งไว้คงไปไม่ถึง Les Paul Standard , ES-339 หรือ ES-335 แน่นอน ทีนี้ลองมาไล่ดูว่า ภายใต้งบที่เล็งๆเอาไว้ มีตัวเลือกไหนของ Epiphone / Gibson ที่น่าสนใจบ้าง

  • Epiphone Les Paul Standard Plus : ตัวนี้เคยลองแล้ว (ย้อนกลับไปอ่านตอนที่2) ชอบอยู่เหมือนกัน ราคาไม่แพง แต่ยังรู้สึกไม่อินกับคุณค่าทางจิตใจเท่าไหร่ … เรื่องมากเน๊อะเรา :)
  • Epiphone Les Paul Joe Bonamassa : ตัวนี้กรุณาอ่านต่อด้านล่าง
  • Gibson Les Paul Studio 50′s Tribute Humbucker : ตัวนี้กรุณาอ่านต่อด้านล่าง
  • Gibson Les Paul Studio 60′s Tribute : ไม่สนใจ เพราะไม่อยากได้ P90 pickup ในตอนนี้
  • Gibson Les Paul Studio : อันนี้พูดยาก มันดูดี คุ้มราคา ก็อยากได้อยู่ แต่ในบางอารมณ์ก็รู้สึกเฉยๆ งั้นให้อารมณ์ตัดสิน เอาเป็นว่าข้ามไปละกัน
  • Gibson Gary Moore BFG : ตัวนี้กรุณาอ่านต่อด้านล่าง
  • Gibson Joe Bonamassa Les Paul Studio : ตัวนี้กรุณาอ่านต่อด้านล่าง

Epiphone Les Paul Joe Bonamassa

ผมเคยหาข้อมูลเกี่ยวกับกีต้าร์ตัวนี้มาก่อน แต่เมื่อวันก่อนแวะไปเดินดูที่ร้าน Music Concept ทางร้านก็แนะนำว่าน่าสนใจ พอลองจับดู สิ่งแรกที่รู้สึกได้คือคอหนามาก แต่ก็ไม่ได้ทำให้รู้สึกอยากจะวางมันทันที พอได้พิจารณาดูเนื้องาน สเปค และได้ลองเล่นตุ๊แหน่วตุ๊แหน่วดู ก็รู้สึกได้ว่าเป็นกีต้าร์ที่น่าสนใจและคุ้มราคามาก คิดเอาละกันว่า กีต้าร์ราคาต่ำกว่า 25000 บาท แต่ได้ hardcase มาด้วย ส่วน pickup ที่ให้มาก็เป็น BurstBucker2 (neck) และ BurstBucker3 (bridge) ซะด้วย สัมผัสโดยรวมๆถือว่าดีคุ้มราคามากเลย และยังทำให้ผมได้รู้ตัวด้วยว่า เป็นคนหลังเสน่ห์สี goldtop เข้าให้แล้ว

The Ltd. Edition Epiphone Joe Bonamassa Les Paul Goldtop

Gibson Les Paul Studio 50′s Tribute Humbucker

กีต้าร์ตัวนี้เป็นหนึ่งในแรงผลักด้นแรกๆที่ทำให้รู้สึกว่าอยากได้กีต้าร์ไฟฟ้าสักตัว เหตุผลคือได้เห็นคุณ @overconda ซื้อรุ่น 60′s Tribute มาหัดเล่นจริงๆจังๆ ผมไม่ได้ชอบรุ่น 60′s เพราะไม่อยากได้ P90 pickup แต่ความรู้สึกที่ได้เห็นคนตั้งใจซื้อกีต้าร์ไฟฟ้ามาหัดเล่นมันทำให้รู้สึกอยากซื้อมั่ง จะอยากเล่นหรือเปล่าเดี๋ยวค่อยว่ากัน :) และอีกเหตุผลที่สำคัญคือรุ่นนี้เป็น Gibson ที่ราคาชวนให้หวั่นไหวมาก

ก่อนหน้านี้ก็เคยมีเพื่อนเตือนมาก่อนแล้วว่าอยากเลย รุ่นนี้ไม่น่าสนใจ แต่ผมก็ไม่ได้ใส่ใจเท่าไหร่ เพราะยังอยากได้อยู่ และก็ได้โอกาสไปลองในที่สุด ความรู้สึกแรกที่ได้จับกีต้าร์เมื่อพี่พนักงานในร้านยื่นมาให้ มันรู้สึกว่าไม่อยากจะเสียบสายแจ๊คเพื่อลองเล่นเลย แค่จับก็รู้สึกไม่ชอบแล้ว น้ำหนักที่เบาผิดปกติและวัสดุที่ดูแย่ทำให้ความรู้สึกที่เคยอยากได้หายไปหมดเลย สิ่งสำคัญคือ มันทำให้ผมรู้สึกได้อย่างชัดเจนว่า Epiphone รุ่นสูงๆหน่อย ดูจะมีคุณภาพและน่าสนใจกว่ารุ่นล่างๆของ Gibson เยอะเลย ฉนั้นรุ่นนี้ก็ข้ามไป

Les Paul Studio '50s Tribute Humbucker

Gibson Gary Moore BFG

หลายปีก่อนตอนที่ Gibson ออกรุ่น BFG ก็มีคนแนะนำไว้ว่าน่าสนใจมาก ผมได้ลองจับ BFG เมื่อตอนที่มันเลิกผลิตไปแล้ว ก็ยังรู้สึกเสียดายมากอยู่ ถึงแม้ว่าจะไม่ชอบ P90 pickup สักเท่าไหร่ แต่ BFG มันก็เป็น Gibson ที่ดูดุและนุ่มได้เป็นอย่างดี เนื้องานหยาบอย่างที่มันควรจะเป็น มี hardcase มาให้ด้วย และราคาก็ถือว่าถูกอย่างเหลือเชื่อ พอมาเป็น Gary Moore BFG ที่รวมๆแล้ว spec ดูคล้าย BFG ตัวเดิมมาก ราคาสูงกว่าเดิมแบบพอเข้าใจได้ (ราคาตั้ง 50000 บาท) ก็เลยขอทางร้านลองดูสักหน่อย

ความรู้สึกที่จับก็ยังกลางๆ คือไม่ชอบแล้วก็ไม่เกลียด โดยรวมๆยังชอบ BFG ตัวเดิมมากกว่า แต่ตัวนี้ก็ไม่ได้แย่อะไร เพียงแต่ว่า การลอง Gary Moore ในครั้งนี้มันอยู่ในช่วงที่ผมไม่อยากได้ P90 เอาซะเลย อยากได้ humbucker มาลองเล่นดูบ้าง เกิดมาไม่เคยมี โดยรวมแล้วถือว่าเป็นกีต้าร์ที่น่าสนใจเมื่อเทียบกับราคา ผมเป็นคนชอบ fingerboard ที่ไม่มี inlay ด้วยแหละ มันดูดิบดี แต่คราวนี้คงต้องขอผ่าน Gary Moore BFG ไปก่อน เพราะไม่อยากได้ P90 เป็นเหตุผลหลักเลย ถ้าคิดว่าจะซื้อมาแล้วไปเปลี่ยน pickup ที่หลังก็ดูจะเป็นไปได้ลำบาก เพราะ body มันเจาะช่องสำหรับ neck pickup มาพอดีกับ P90 เป๊ะๆเลย

Gary Moore Signature Les Paul BFG

Gibson Joe Bonamassa Les Paul Studio

เมื่อรวมเอาความชอบต่างๆที่เกิดขึ้นเมื่อได้เลย Epiphone Les Paul Joe Bonamassa รวมถึงการหลงเสน่ห์สี goldtop , การชอบกีต้าร์ที่ไม่มี binding รอบ fingerboard และความขลังของชื่อ Gibson เลยทำให้มีความอยากได้จะได้เห็น ได้จับ ได้ลอง กีต้าร์ Gibson Joe Bonamassa LP Studio เอาอย่างมาก แต่น่าเสียดายที่ยังไม่เข้ามาขาย ทางร้านให้ข้อมูลไว้ว่ายังไม่มีกำหนด ราคา list price ที่แสดงในเวป Gibson.com ก็เป็นราคาที่เท่ากันกับ Gary Moore BFG ผมเลยคาดว่าราคาขายในไทยก็คงจะไม่ห่างกัน ยิ่งทำให้ดูน่าสนใจมากขึ้นไปอีก ระหว่างนี้ก็นอนฝันถึงไปก่อน

Joe Bonamassa Les Paul Studio

“บันทึกการเลือกซื้อกีต้าร์ไฟฟ้า” ตอนนี้เป็นตอนสุดท้ายแล้วนะ

หลังจากเขียนติดต่อกันมาหลายตอน ถึง ณ จุดนี้ ผมได้ตัดสินใจซื้อกีต้าร์ไฟฟ้าไปเรียบร้อยแล้วครับ เป็นกีต้าร์ที่ผมคิดว่าน่าจะลงตัวที่สุด หลายๆอย่างตรงกับที่คาดหวังเอาไว้ ในขณะที่บางอย่างก็ต่างไปบ้าง ลองมาไล่เป็น check list ดูกันดีกว่า

  • เป็นกีต้าร์ humbucker
  • เล่นดุได้ เล่นหวานได้
  • สัมผัสเวลาลูบไล้คอ รู้สึกเข้ามือมากๆ << ข้อนี้สำคัญมากในการตัดสินใจซื้อ
  • หน้าตาดี บางคนชอบ บางคนไม่ชอบ เอาเป็นว่าผมชอบละกัน … ไม่แคร์สื่อ
  • เป็นกีต้าร์ที่ผลิตใน USA หรือ Japan
  • มีคุณค่าดูน่าใช้ไปอีก 5-10 ปี
  • จะมีก็เรื่องสีนี่แหละ ที่ต่างไปจากที่คิดไว้ แต่ก็ช่วยไม่ได้ กีต้าร์รุ่นนี้พอเป็นสีนี้แล้วมันสวยดีนี่นา

ไม่รู้ว่า ในอีกไม่นานจะต้องมานั่งเขียน “บันทึกการเลือกซื้อตู้แอมป์สำหรับกีต้าร์ไฟฟ้า” อีกด้วยหรือเปล่าน้าาาา

ดู concert ของ Luna Sea แบบ HD เต็มความยาวบน YouTube

lunasea

Luna Sea 20th Anniversary World Tour Reboot -to the New Moon

ถึงตัวเองจะไม่ใช่แฟนเพลงของ Luna Sea แต่ด้วยความที่ชอบ X-Japan ก็จะทำให้ได้ยินชื่อของ Lunasea มาโดยตลอด เพราะเป็นวงที่แนวเพลงและดังขึ้นมาในช่วงเวลาใกล้กัน แต่ไม่ว่าจะแฟนหรือไม่ใช่ คนที่อยากดู concert ของ Luna Sea แบบ HD เชิญบน YouTube ครับ

ย้อนไปเกือบ 20 ปีสมัยที่ฟัง X-Japan จำได้ว่าเคยได้เห็น chart ความนิยมนักดนตรี rock ของคนญี่ปุ่น แน่นอนว่าสมาชิกของ X-Japan นั้นติดอยู่บนสุดในเกือบทุกตำแหน่ง ยกเว้นแค่ตำแหน่งมือเบส ที่ทั้ง Taiji และ Heath นั้นเสียตำแหน่งบนสุดให้กับ J ตอนนั้นก็สงสัยอยู่ว่าใครคือ J แต่ก็ไม่ได้สนใจอะไรมาก ยิ่งต่อมาพอได้เห็นสไตล์ของ Tetsu ณ L’Arc-en-Ciel ก็ยิ่งชอบแบบลืมคนอื่นๆไปเลย :P

ชื่อของวง Luna Sea ถูกพูดถึงบ่อยขึ้นอีกครั้งในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้ เพราะ Sugizo มือกีต้าร์/ไวโอลิน ของ Luna Sea ก้าวมาเป็นมือกีต้าร์ให้กับ X-Japan แทนที่ของ Hide ที่เสียชีวิตไป และดูเหมือนคาแรคเตอร์และลีลาของ Sugizo ก็ทำให้แฟนเพลงของ X-Japan ยอมรับได้ไม่ยากเลย เท่าที่สังเกตเห็น มือกีต้าร์ทั้ง 2 คนของ Luna Sea ทั้ง Sugizo และ Inoran ชอบใช้กีต้าร์ single coil ทั้งคู่เลยแฮะ

มี video อยู่ 3 ชิ้นที่น่าสนใจของ Luna Sea ที่ถูก upload ขึ้น YouTube แบบ full HD (1080) และเต็มความยาว ได้แก่

  • Luna Sea 20th Anniversary World Tour Reboot -to the New Moon- 24th December, 2010 at Tokyo Dome
  • Luna Sea A Documentary Film of 20th Anniversary World Tour Reboot -to the New Moon-
  • Lunacy Kurofuku Gentei Gig ~the Holy Night~

Luna Sea A Documentary Film of 20th Anniversary World Tour Reboot

Lunacy Kurofuku Gentei Gig ~the Holy Night~

บันทึกการเลือกซื้อกีต้าร์ไฟฟ้า ตอนที่5 : อาจต้องเป็นกีต้าร์จีน

aa38481ade9e11e1a46d1231381b738f_6

ผ่านมาหลายเดือน แต่ก็ยังเลือกกีต้าร์ไม่ได้ ไม่เป็นไรครับ ไม่รีบร้อน ยังบอกกับตัวเองว่า ค่อยๆเลือกไป เพราะเงินที่จะเอามาซื้อกีต้าร์เนี่ย ใช้เวลาหานานกว่านี้ตั้งเยอะ แต่ตอนนี้เริ่มจะต้องทำความเข้าใจแล้วว่า ด้วยงบที่มีอยู่ ถ้าเป็น semi-hollow คงจะได้แค่ made in China

ถึงจะยังสรุปไม่ได้แน่นอนว่า อยากจะได้กีต้าร์ที่เป็น semi-hollow body แน่นอนหรือเปล่า แต่ความสนใจหลักๆตอนนี้ก็ยังวนเวียนอยู่ที่ semi-hollow นี่แหละ โดยตัวเลือกก็มีให้เลือกไม่มากนัก และแต่ละตัวที่มองๆไว้ก็มีจุดที่ชอบ กับจุดที่ไม่ชอบ แตกต่างกันไป โดยพอจะไล่สรุปคร่าวได้ตามนี้

  • Epiphone Sheraton-II (China, 27xxx, no case, Music Concept) ได้ไปลองมาแล้วครั้งนึงที่ร้าน Music Concept พนักงานดูแลดี เป็นกีต้าร์ที่หน้าตาดีใช้ได้ เนื้องานถือว่าดีตามมาตรฐาน เสียงยังไม่ถูกใจนัก แต่คอเล่นถนัดมือดีมาก
  • Ibanez AS-103 Artcore Custom (China, 37xxx, w/ hardcase, HongSeng) ตัวนี้เพิ่งได้ไปลองมาหมาดๆ เพราะอยากไปเห็นร้านใหม่ของฮงเซ้งด้วย ถือว่าผิดคาดมากมาย ทั้งตัวกีต้าร์เอง และบริการของทางร้าน กีต้าร์สวย งานเนี๊ยบมาก เสียงดีถูกใจ แถม hardcase มาให้ด้วย ความรู้สึกอยากได้พุ่งปรี๊ดมาก แต่ต้องถูกเบรคไว้ด้วยความรู้สึกที่ว่ายังชอบคอที่เล่นง่ายกว่าของ Epiphone Sheraton-II มากกว่า ส่วนเรื่องบริการนั้น คนรุ่นใกล้ๆกับผมคงจำความรู้สึกตอนเดินเข้าร้านนี้ที่เวิ้งได้ดี ผมไม่ได้เข้าร้านนี้อีกเลยเป็นเวลา 10 กว่าปี พอได้มาเข้าอีกครั้งก็รู้สึกได้ว่าอะไรๆเปลี่ยนไปมาก ดีขึ้นกว่าเดิมมากจริงๆ
  • Yamaha SA2200 (Japan, 64xxx, w/hardcase, Beat Spot) ถ้าเทียบกันที่ spec ตัวนี้ถือว่าคุ้มค่ามากๆ หน้าตาดี ผมไปลองที่ Beat Spot สาขาพารากอนมา 2 ครั้ง พนักงานดูแลดีทั้ง 2 ครั้ง งานดี เสียงดีมาก คอถือว่าไม่ถนัดเท่ากับ Epiphone/Gibson แต่ก็ถนัดกว่า Ibanez จุดที่น่าแปลกที่สุดคือผมกลับไม่รู้สึกอยากซื้อสักเท่าไหร่ ตรงนี้ไม่เกี่ยวกับยี่ห้อที่เป็น Yamaha เลยนะ ผมไม่สนใจว่าจะยี่ห้อไหน ขอให้ชอบก็ค่อยว่ากัน แต่กับ SA2200 ผมกลับรู้สึกว่าเป็นกีต้าร์เสียงดีมากแต่ไม่อยากได้ งงเนอะ?
  • MusicMan JP6 John Petrucci (USA, 61xxx, w/hardcase, Music Concept) ตัวนี้ไม่ใช่ semi-hollow ยังไม่เคยได้ไปลอง แต่ผมมีความรู้สึกดีกับ MusicMan เพราะเคยจับรุ่นอื่นแล้วรู้สึกว่าคอเล่นง่าย รุ่นนี้หน้าตาดี แต่มาในแนวโหดใช้ได้อยู่ ถ้ามีโอกาสคงต้องขอไปลองสักหน่อย
  • Gibson ES-335 (USA, 9xxxx, w/hardcase, Music Concept) เคยได้ลอง ES-335 มาแล้วครั้งหนึ่ง ชอบมากๆๆๆๆ ทั้งเรื่องของเสียงและคอ เรียกว่าชนะตัวอื่นแบบไม่ต้องสงสัย แต่ถามว่าทำไมถึงไม่ตัดสินใจซื้อไปเลยล่ะ แน่นอนครับ ปัญหาหลักคือเรื่องเดียว … “ราคา”
  • Ibanez JSM100 John Scofield (Japan, 74xxx, w/hardcase, HongSeng) ตัวนี้สนใจ แต่ยังไม่คิดจะไปลอง เพราะเกินงบอยู่มาก ที่เอามาเขียนไว้เพราะคิดว่า ถ้าเกิดเปรี้ยวเล็งไปที่ Gibson ES-335 จริงๆเมื่อไหร่ ก็คงต้องไปลอง JSM100 เพื่อเปรียบเทียบด้วย เพราะราคาจัดว่าอยู่ในกลุ่มเดียวกัน เป็นกลุ่มที่ราคาโหดสัส

ไล่ดูจากข้อมูลที่เขียนไว้ข้างต้น กลุ่มที่คิดว่ามีกำลังซื้อได้อย่างแน่นอนก็คือ Epiphone Sheraton-II และ Ibanez AS-103 แต่ที่ขัดกับความรุ้สึกอยู่ก็คือราคา 37xxx ของ AS-103 นั้นถือว่าสูงใช้ได้เลยสำหรับกีต้าร์ made in China บางทีอาจจะต้องทำใจไว้แล้วว่า ด้วยงบเท่านี้ ก็คงต้องเป็นกีต้าร์จีน

ในกลุ่มถัดมาที่น่าจะยังพอกัดฟันทำงานเก็บเงินต่อเพื่อให้ได้มาก็คือ Yamaha SA2200 และ MusicMan JP6 ถือว่ายอมรับได้ เพราะเงินเท่านี้แลกกับกีต้าร์ที่เป็น Japan/USA ก็ตรงกับที่ตั้งใจเอาไว้ แต่ตอนนี้ตัดสินใจไปแล้วว่าไม่เอา SA2200 แน่ๆ เพราะไม่มีความรู้สึกอยากได้ ส่วน JP6 นั้นดี เจ๋ง แต่คงต้องถามตัวเองว่าจะเอามาเล่นแนวไหน

กลุ่มสุดท้ายคือ Gibson Es-335 กับ Ibanez JSM100 นั้นถือว่าราคาเกินเอื้อมไปอยู่ ณ ตอนนี้ อย่างที่เขียนเอาไว้เมื่อตอนที่4 คือขอจดเอาไว้ก่อน ถ้าไม่สามารถหากีต้าร์ที่ชอบจริงๆในงบที่มีอยู่ ก็อาจจะต้องหยุดคิดแล้วกลับไปเก็บเงินต่อเพื่อจะกลับมาว่ากันที่กลุ่มนี้อีกทีในอนาคต

หลายร้านคงเริ่มจำหน้าผมได้แล้ว

ฝากไปถึงร้านต่างๆที่อาจจะเริ่มจำหน้าผมได้แล้วเพราะมักจะไปเดินมองๆกีต้าร์ หรือขอลองอยู่เรื่อยๆ ไม่ต้องแปลกใจหรอกครับว่าทำไมเวลาผมลองกีต้าร์ถึงได้แต่นั่งตุ๊แหน่วๆอยู่ไม่กี่โน๊ต ก็เพราะผมเล่นได้แค่นั้นน่ะแหละครับ ถ้าผมซื้อกีต้าร์มา ผมก็คงจะเล่นได้อยู่แค่นั้น ฉนั้นผมก็เลยต้องลองเพื่อให้แน่ใจว่า ถ้าซื้อมาแล้ว ผมจะมีความสุขกับการนั่งตุ๊แหน่วๆอย่างนั้นเป็นชั่วโมง

บันทึกการเลือกซื้อกีต้าร์ไฟฟ้า ตอนที่4 : ขอจดไว้เป็นที่ระลึก

scofield_t

เนื่องจากเป็นคนชอบหน้าตาของกีต้าร์ที่เป็น semi-hollow โดยเพราะกลุ่มที่หน้าตามาแนว ES-335 ฉนั้นในการเลือกซื้อกีต้าร์ครั้งนี้ก็เลยได้หาข้อมูลและได้ลองมาบ้าง รุ่นที่อยู่ในใจมีอยู่ 3 รุ่น ได้แก่ Gibson ES-335 , Ibanez JSM-100 และ Yamaha SA2200 แต่เมื่อดูจากงบประมาณแล้ว ทั้ง 3 รุ่นนี้สูงเกินงบที่ตั้งไว้ทั้งหมด ก็เลยขอมาจดบันทึกความประทับใจเอาไว้ก่อน เผื่อจะกลั้นใจเก็บเงินต่อไปอีกสักพักเพื่อสอยมันลงมา

Yamaha SA2200 (ราคาตั้ง 72000 บาท)

กีต้าร์ Yamaha SA2200 เป็น semi-hollow ที่ราคาต่ำที่สุดเมื่อเทียบกับอีก 2 ตัวที่เหลือ แต่หน้าตาและ spec ดูดีมาก ผมเคยได้ไปทดลองเล่นมาแล้วจากร้าน BeatSpot พนักงานดูแลดีมาก เสียงที่ออกมาผมชอบพอสมควร ติดนึดนึงตรงที่ยังรู้สึกคมๆพุ่งๆไปนิด ใจอยากให้มีเนื้อๆนุ่มๆมากกว่านี้อีกสักหน่อย แต่อาจจะเป็นเพราะแอมป์ด้วยก็เป็นได้ วันนั้นได้ลองกับ Laney Lionheart L5H-112 ซึ่งเป็นแอมป์คุณภาพและหน้าตาดูดีเช่นกัน แต่แนวเสียงไม่ตรงใจวัยรุ่นตอนปลายแบบผมนัก ความพอใจโดยรวมของกีต้าร์ SA2200 นั้นถือว่าดี หน้าตาดี งานเนี๊ยบ เป็น made in Japan ถ้ามีโอกาสอยากจะได้ลองกับตู้แอมป์ Fender หวานๆสักทีเหมือนกัน คอรู้สึกคมๆกว่า Gibson เล็กน้อย แต่รับได้ รุ่นนี้สามารถกดที่ tone knobs เพื่อเป็น coil tap ได้ … แต่ผมไม่สน :)

Ibanez JSM-100 John Scofield (ราคาตั้ง 88000 บาท)

ตัวนี้มีความประทับใจเป็นพิเศษ เรียกว่าประทับใจกันตั้งแต่แรกเห็น หลายปีก่อนตอนอยากได้กีต้าร์ไฟฟ้ามาหัดเล่น ผมเดินเข้าไปในร้าน Music Society ที่ราชเทวีเพื่อเดินดูกีต้าร์ แล้วก็มองไปเห็นกีต้าร์สี sunburst หน้าตาดีมากวางอยู่ในตู้ เรียกว่าเดินไปเกาะตู้ดูเลยก็ได้ครับ มันสวยมาก ทั้งที่ก่อนหน้านี้ไม่เคยสนใจกีต้าร์ semi-hollow body มาก่อนเลย แต่จนถึงวันนี้ก็ยังไม่เคยมีโอกาสได้ลองจับกีต้าร์ตัวนี้ดูสักที บางทีเมื่อจับแล้วอาจจะไม่ชอบก็ได้ ผมเข้าใจว่ารุ่นนี้เป็น made in Japan นะ ถ้าว่ากันที่หน้าตาอย่างเดียว นี่คือ semi-hollow ตัวที่ผมคิดว่าหล่อที่สุดในบรรดา 3 ตัวที่ว่ามา … สารภาพว่าผมไม่อินกับดนตรีและโทนกีต้าร์ของ John Scofield สักเท่าไหร่ แต่ผมอินกับความสวยของกีต้าร์เขานะ :)

Gibson ES-335 (ราคาตั้ง plain-top 100000 บาท , figured-top 110000 บาท)

ES-335 ดูจะเป็นตัวที่คลาสสิกที่สุด ราคาสูงที่สุด และถ้าคิดจะขายต่อก็คงได้ราคาดีที่สุด ผมมีโอกาสได้ไปลอง Gibson ES-335 รุ่นที่เป็น diamond-shape f-hole และรู้สึกได้ว่านี่เป็น semi-hollow อย่างที่อยากได้ เสียงนุ่ม คอเล่นง่าย แต่เรื่องเสียงนุ่มนี่ก็เป็นไปได้ว่ามาจากแอมป์ด้วยเช่นกัน วันที่ลองนั้นเล่นกับ Fender  Deluxe VM ในวันเดียวกันก็ลองเอาไปเสียบเข้ากับแอมป์ VOX ตัวเล็กกว่าและไม่ทราบรุ่น เสียงต่างไปเป็นคนละตัว ถึงตรงนี้ถึงเข้าใจว่า แอมป์ที่ใช้มีผลกับเสียงกีต้าร์มากจริงๆ ผมก็เลยยังพูดได้ไม่เต็มปากว่าผมชอบเสียงของ Yamaha SA2200 น้อยกว่า Gibson ES-335