เมื่อต้นปี 2013 ผมเริ่มรู้จักกับชื่อ Lamy ผ่านทางรูปถ่ายปากกาสวยๆจาก V74 blog ผมไม่รู้จักเจ้าของ blog หรอกครับ รู้แค่ว่าเป็นคนรักกีต้าร์ ผลจากการเห็นรูปนั้นคือผมตัดสินใจไปลองซื้อ Lamy ด้ามแรก แต่เป็นดินสอกด เพราะผมเป็นคนติดการใช้ดินสอกดมาตลอดตั้งแต่ในช่วงเรียนมัธยมปลาย จนเข้ามาเรียนมหาลัยก็ยังใช้มาตลอด แต่พอตอนนี้มามองย้อนกลับไปก็สังเกตได้ว่า ผมใช้ดินสอและปากกาน้อยลงไปมากๆในช่วง 5-6 ปีที่ผ่านมา พอได้ดินสอกดของ Lamy มาแล้ว ผมก็กลับมาเริ่มเขียนโน่นนี่บ้าง แต่สิ่งที่ยังติดค้างใจอยู่ก็คือความรู้สึกที่ว่ามันยังไม่สุด เราสนใจ Lamy แต่ Lamy เขาดังเรื่องปากกา พอได้ดินสอกดมาก็เลยรู้สึกว่ายังไม่ใช่ ยังไม่เห็นจะรู้สึกหลงไหลอะไรเป็นพิเศษ แถมถ้าคิดในมุมของคนชอบดินสอกด ดินสอกดของ Lamy ก็ถือว่าดาดๆนะ ไม่มีอะไรเป็นพิเศษ
สุกี้แห้ง ร้าน ส.สุกี้ ปากซอย เจริญนคร21
เขียน blog มาหลายปี แต่ก็แทบจะไม่เคยเขียนเรื่องของกินเลยทั้งที่ตัวเองก็เป็นคนรักการกินเป็นชีวิตจิตใจ วันนี้ต้องขอเขียนถึงร้านอร่อยที่เพิ่งไปกินมาสดๆร้อนๆสักหน่อย เรื่องมันเริ่มต้นมาจากการที่มีพี่ๆ 2 คน (พี่หมิงและพี่ยอด) ถ่ายรูปและเขียนแนะนำว่าสุกี้แห้งร้านนี้อร่อยมาก มากจนเป็นร้านแรกๆที่คิดถึงเวลาอยากกินสุกี้แห้ง เมื่อเห็นดังนี้ จิตวิญญาณความเป็นคนรักสุกี้แห้งบอกว่าเราต้องตามไปกินให้ได้ แล้วก็สบโอกาสที่วันนี้มีจังหวะได้ผ่านไปแถวนั้น ก็เลยต้องขอลองไปชิมสุกี้แห้งร้าน “ส.สุกี้” ปากซอยเจริญนคร 21 สักหน่อย

สุกี้แห้ง หมู+ปลาหมึก พิเศษ (70 บาท)
การไปกินตามคำแนะนำครั้งนี้ ถือว่าเตรียมตัวไปดีพอสมควร คือได้คำแนะนำจากพี่ทั้ง 2 คนมาก่อนแล้วว่า ร้านนี้นั้น บางทีก็เปิด บางทีก็ปิด บางทีปิดไปหลายเดือนจนนึกว่าเลิกกิจการ ดังนั้น สิ่งที่จำเป็นสิ่งแรกคือต้องโทรถามให้แน่ว่าร้านเปิดหรือเปล่า แหล่งข้อมูลที่ต้องใช้ก็คือ FourSquare ที่ search เข้าไปหาร้าน ส.สุกี้ ก็จะมีคนมาเขียน Tip เอาไว้ในแนวทางเดียวกันว่าอร่อยมากแต่ปิดบ่อย และมีคนใจดีมาทิ้งเบอร์โทรร้านเอาไว้ให้ด้วย (089-5333019 หรือ 02-4384181) ก็จัดการโทรไปเบอร์ 02 ของที่ร้านเพื่อเช็คว่าวันนี้ร้านเปิดไหม แน่นอนครับ วันนี้ร้านเปิด ทีแรกว่าจะถามว่าเปิดกี่โมงปิดกี่โมง แต่ไม่สนใจละ บึ่งรถไปทันที
เตรียมเปลี่ยน theme ใหม่ให้ simplywit.net
หลังจากใช้งาน Blog Happens theme ของพี่เม่น (@iMenn) มานานหลายปี ที่ทำขึ้นและแจกให้ใช้ เราก็รู้สึกว่าจำเป็นจะต้องเปลี่ยน theme ใหม่ ด้วยเหตุผลหลักๆ 2ข้อ คือ function ของ Blog Happens theme หลายอย่างไม่ตรงกับความต้องการ และอีกเหตุผลคือมันโหล คนใช้กันเยอะ ไอ้เรื่องโหลเนี่ย ไม่ใช่เรื่องไม่ดีหรอกครับ ผมใช้แล้วก็รู้ว่า theme มันออกแบบมาดี หลายคนมาใช้ก็คงชอบ แล้วก็เอาไปใช้กันเยอะ มันก็เลยโหล

พอขึ้นปี 2013 ผมก็ตัดสินใจเปลี่ยนไปใช้ theme อื่น ตัวเราเองก็ยังไม่ได้เก่งและชำนาญเรื่อง WordPress theme ขนาดที่จะออกแบบและเขียน theme ใช้เอง ก็เลยใช้วิธีเดิม คือไปมองหา theme แจกฟรีที่ดูใกล้เคียงกับความต้องการ แล้วเอามาแก้ไขนิดๆหน่อยๆ โดยหลักๆตอนนั้นแล้ว เรื่องที่ทำให้ต้องแตกหักกับ Blog Happens theme ก็คือในหน้าที่เป็น index มันถูกออกแบบมาให้แสดง thumbnail ที่เป็น featured image และ Excerpt ของแต่ละ post เท่านั้น ทำให้เวลาเราอยากจะเขียน blog แบบสั้นๆ เช่นแปะ video หรือแปะรูปเฉยๆโดยไม่ต้องเขียนอะไรเยอะ อยากจะ post ให้ง่าย ให้เร็ว มันทำไม่ได้ ถ้าอยากจะให้มันออกมาดูสวย มันควรจะต้องมีเนื้อหาประมาณนึง แล้วก็ต้องตัดบางส่วนมาใส่เป็น excerpt รวมถึงหา featured image ที่ดูพอดีในกรอบสี่เหลี่ยมจตุรัสด้วย เรื่องพวกนี้มันก็แก้ไขใน theme ได้น่ะแหละครับ แต่ theme ที่ถูกออกแบบและคิดมาให้สวยในแบบนั้นแล้ว เราไปบิดวิธีคิด มันก็จะมีอีกหลายๆอย่างที่ต้องบิดตามด้วย ฉนั้นการเปลี่ยน theme ไปเลยดูจะเป็นทางเลือกที่เหมาะสมกว่า
ผมอยากได้ theme ที่แสดงเนื้อหาของ post แบบเต็มๆ จะโพสยาวหรือโพสสั้นก็จะได้เห็นเรียงๆกันไปเลย ถ้าโพสมันยาวมากจริงๆก็ค่อยใส่ “read more” เอาไว้ ด้วยวิธีคิดแบบนี้ ก็ได้ theme ที่ชื่อ Swedish Grey มาใช้ ถึงจะไม่ตรงความต้องการอย่างที่สุด แต่ก็คือว่าตรงพอสมควร
หลังจากที่ใช้ Swedish Grey theme ผ่านไปสักพัก ผมก็กลับมารู้สึกว่ามันยังขัดๆ ถึงแม้ว่าจะสามารถโพสอะไรได้ง่ายขึ้น เร็วขึ้น แต่มันกลับรู้สึกสะเปะสะปะ และไม่รู้สึกอินกับมันเท่าไหร่ ประกอบกับว่าในช่วงหลังๆได้คุยกับไอ้โอม (@ohm4u) บ่อยๆ ในเรื่องขอการสร้าง content และอะไรอื่นๆอีกมากมาย จนทำให้เริ่มรู้สึกอยากกลับมาเขียน blog ให้บ่อยขึ้น อยากบันทึกหลายๆอย่าง ทั้งสำหรับตัวเอง และสำหรับคนอื่นๆด้วย ถึงจุดนี้ ผมก็คิดว่ามันเป็นเรื่องจำเป็นที่จะต้องเปลี่ยน theme ใหม่อีกสักครั้ง เพื่อให้เหมาะกับเนื้อหา และอำนวยความสะดวกให้กับวิธีคิดวิธีเขียนของตัวเองด้วย
ตอนนี้ยังไม่มี theme ที่จะเอามาใช้หรอกครับ แต่อยากจะเริ่มด้วยการ list ความต้องการของตัวเองออกมาเป็นข้อๆให้ชัดเจนก่อนว่าอยากจะได้อะไร แล้วค่อยไปเลือกหา theme ที่เหมาะกับความต้องการเหล่านี้
- สีหลักต้องเป็นสีจมปูวววว ด้วยเหตุผลว่าชอบ ชอบมากด้วย
- โครงสร้างในหน้า index อยากกลับไปใช้แบบที่ Bloghappens ออกแบบไว้ คือมี featured image แล้วก็ตัด excerpt มาวาง จากนั้นค่อยให้กด read more เข้าไปอ่านต่อเอง
- การเขียน blog นั้นใช้พลังงานเยอะมาก ผมรู้สึกอยากเขียน blog อยากสร้าง content ก็เลยไม่อยากใช้พลังและเวลาไปกับการแก้ไขปรับปรุง theme บ่อยๆ ฉนั้น theme ที่จะใช้คราวนี้ก็อยากจะให้มันใช้งานไปได้สัก 2 ปี หลังจากนั้นค่อยมาดูกันอีกที
- ต้องเป็น responsive : ถึงแม้ว่าก่อนหน้านี้จะไม่ได้สนใจในเรื่องนี้สักเท่าไหร่ แต่ไหนๆจะใส่ใจเรื่องความสวยของ theme แล้ว ก็ต้องใส่ใจให้ทั่วถึงสำหรับขนาดหน้าจอหลายๆแบบ
- ความกว้าง content ต้องเป็น 640px : ก่อนหน้านี้เคยชินกับความกว้าง 610px ของ Blog Happens ที่สามารถใส่รูปที่กว้าง 600px พร้อมกรอบเวลามี caption ได้พอดี แต่เพราะ embed code จาก Flickr ที่ผมใช้เก็บรูปมันมีสำหรับความกว้าง 500px และข้ามไปที่ 640px ก็เลยขี้เกียจต้องมานั่งแก้ embed code ทุกครั้งที่จะแปะรูป เลยคิดว่าความกว้าง content ที่ 640px นี่แหละ ง่ายดี และพอได้เริ่มใช้ความกว้างนี้ก็รู้สึก ok มาก theme ใหม่จะกว้างกว่านี้สักนิดนึงเป็น 650-660px ก็ได้ถ้าจะต้องมีพื้นที่สำหรับกรอบเวลามี caption ใต้รูป แต่ไม่อยากให้กว้างไปกว่านี้ มันดูกว้างเกินไปจนไม่น่าอ่าน
- ความกว้างของ blog ไม่รวม sidebar ควรจะอยู่ที่ 700-740px เพราะเวลาดูบน tablet ที่กว้าง 768px จะได้ดูสวยๆเต็มๆ
- sidebar มีแค่รูป logo สักอันนึง หรืออาจจะเป็นรูปตัวเอง , icon เล็กๆสำหรับ link ไปที่ social network ที่ใช้งานอยู่ แล้วก็มีแค่ categories ไม่เกิน 5-6 อัน แค่นั้น ไม่ต้องมีอะไรเยอะนักบน sidebar เพราะรก และแค่นี้ก็จะสะดวกสำหรับ responsive design ที่พร้อมเขี่ย sidebar ทิ้ง แล้วย้ายเอา Categories (หรืออาจจะเป็น custom menu) ไปเป็น nav. bar ด้านบน
- Icon อันเล็กๆสำหรับ social network อาจจะวางไว้ที่ sidebar หรือไม่ก็สักมุมนึงของ header ก็ได้
- ต้องมี search box
- ในหน้าแรก ไม่ต้อง embed อะไรมาทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็น Facebook, รูปจาก Flickr หรือ Instagram ใครอยากดูอะไรก็ไปกดที่ social network icon เอา
Raul Midon, Richard Bona – Jazz in Marciac 2011
Richard Bona ก็เป็นมือเบสอีกคนนึงที่ผมแค่รู้จักชื่อและเห็นหน้าบนนิตยสาร รู้ว่าเก่ง แต่ก็ไม่เคยได้ดู ไม่รู้ว่าเก่งแบบไหน เก่งยังไง เพิ่งจะได้มานั่งดูแบบเต็มๆบน YouTube จากคอนเสิร์ท Jazz in Marciac 2011 ที่มีให้ดูแบบเต็มความยาว 50 นาที และเป็น full HD 1080 ด้วย จริงๆก็ไม่รู้หรอกว่า Richard Bona เขามีชื่อเสียงในแบบ solo artist หรือเล่นเป็นวงกับใคร แต่ในคอนเสิร์ทนี้ที่เล่นกับ Raul Midon นั้นดูแล้วไหลลื่นกันดี
ในความเห็นส่วนตัว แนวเพลงที่ Richard Bona เล่นนี่มันฟังสบาย ฟังง่ายกว่างานของ Marcus Miller เยอะเลย
ก็ยอมรับในฝีมือของ Marcus Miller นะ แต่เวลาฟังงาน solo ของเขาทีไร ก็ฟังได้แค่แป๊ปเดียว
Line up :
- Raul Midón ; Guitar – Vocals
- Richard Bona ; Bass – Vocals
- Lionel Cordew ; drums
- Etienne Stadwick ; keyboards
Plajazz bigband ในงาน 5 Spirits of Taste
เมื่อสัปดาห์ก่อนพี่ปลาทองโทรมาชวน บอกว่ามีลูกค้าให้เขาจัดวง jazz bigband ขนาด 12ชิ้น ไปเล่นในงานของนิตยสารเกี่ยวกับอาหาร อยากให้ไปช่วยถ่ายรูป และถ่าย video ให้หน่อย ผมไม่กล้ารับปากในทีแรกเพราะกลัวติดเรื่องเวลาและอุปกรณ์ แต่สุดท้าย พอเลิกงานก็รีบตรงไปที่โรงแรมพร้อมกับกล้อง Panasonic GF1 ติดไปตัวเดียว
แต่สิ่งที่ทำให้รู้สึกชอบงานครั้งนี้ก็คือ นี่เป็นครั้งแรกที่ได้ฟังวง big band เล่นแบบใกล้ๆ ได้เห็นการพูดคุยสื่อสารกันในวง ได้เห็นว่าเกิดอะไรขึ้นบ้างบนเวทีของนักดนตรี เมื่อก่อนก็มีโอกาสได้ฟังวง CU band เล่นอยู่บ่อยๆนะ แต่พอได้มาเห็นใกล้ๆนี่มันเป็นอีกอารมณ์นึงเลย โดยเฉพาะช่วงท้ายงานที่คนเริ่มทยอยกลับ นักดนตรีเริ่มเล่นกันแบบปล่อยของกันน่าดู ได้มายืนดูใกล้ๆนี่ยิ่งสนุกมาก
รูปทั้งหมดในงานนี้ : http://www.flickr.com/photos/polypink/sets/72157632952023227/









